ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก•ตอนที่ 9

แสงแดดยามเช้า

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“ค่าปรับที่ว่า... คือการล้างจานให้ผมหนึ่งสัปดาห์ หรือต้องให้ผมต้องลงมือ ‘ทวงคืน’ ด้วยวิธีอื่นดีครับ?” พฤกษ์ไม่ได้ขยับตัวไปไหน เขาค้ำมือกับโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่อง กักตัวคนตัวเล็กกว่าไว้ในวงแขน กลิ่นหอมจางๆ ของดินเปียกหลังฝนตกและกลิ่นกาแฟคั่วเข้มจากตัวเขาทำให้รินรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลง รินจ้องมองดวงตาคมกริบที่แฝงแววขบขันคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นกระหน่ำจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน “คุณพฤกษ์... นี่มันเรื่องงานนะ ไม่ใช่การพนัน” รินพึมพำ พยายามถอยห่างแต่ก็ติดพนักเก้าอี้ “สำหรับผม งานที่มีคุณอยู่ในนั้น คือเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด” พฤกษ์เปลี่ยนจากท่าทางคุกคามเป็นความนิ่งสงบ เขาหยิบผ้ากันเปื้อนสีครีมที่รินวางทิ้งไว้มาคล้องคอให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสของปลายนิ้วที่แตะผ่านต้นคอทำให้รินตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างที่เคยเป็นมาตลอดหลายปี แต่เป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่เขายังเรียกชื่อไม่ถูก เช้าวันนี้ กลิ่นหอมของข้าวต้มปลาหมึกโชยมาจากครัวเล็กๆ รินจัดวางชามใบสวยที่เขาเพิ่งทำเสร็จเมื่อสัปดาห์ก่อนลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา เขาจงใจวางช้อนในองศาที่พอดี พฤกษ์เดินเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่แน่นกระชับ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่นั่งลงในที่ประจำ ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบ ราวกับว่านี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นมาตั้งนานแล้ว “ทำไมต้องเป็นปลาหมึก?” พฤกษ์เอ่ยถามขณะตักคำแรกเข้าปาก “ผม... แค่คิดว่าวันก่อนคุณดูเหนื่อยๆ คุณชอบทานอะไรที่ย่อยง่าย แต่อันนี้มันดูน่าจะสดชื่นกว่า” รินก้มหน้ามองชามข้าวตัวเอง ซ่อนรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “ริน” “ครับ?” “ขอบคุณนะ” คำพูดสั้นๆ นั้นทำเอารินชะงัก ช้อนในมือสั่นเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่พฤกษ์ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่าง ‘ผู้ว่าจ้าง’ กับ ‘เพื่อนบ้าน’ มาสู่พื้นที่ส่วนตัวที่อ่อนไหวที่สุดในใจเขา รินเคยชินกับการอยู่คนเดียวในห้องที่เงียบเชียบ มีเพียงเสียงเลื่อยไม้และเสียงขัดกระดาษทรายเป็นเพื่อน แต่การมีใครสักคนนั่งร่วมโต๊ะในเวลาที่แสงแดดอุ่นๆ รำไรผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามา มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังเริ่มถอดเกราะที่สวมไว้แน่นหนาออกทีละชิ้น “เมฆบอกผมว่า คุณมักจะข้ามมื้อเช้าถ้าไม่มีงานเร่ง” พฤกษ์พูดต่อ สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าเนียนใสของคนตรงข้าม “แต่จากนี้ไป ผมจะแวะมาทานด้วยทุกวัน จนกว่าคุณจะเลิกทำงานหักโหมแบบนั้น” “นั่นมัน... ไม่เห็นจำเป็นเลยครับ” “จำเป็นสิ” พฤกษ์วางช้อนลง เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ “ในเมื่อผมเป็นคนเริ่ม ‘ค่าปรับ’ เมื่อคืน ผมก็ต้องรับผิดชอบดูแล ‘ทรัพย์สิน’ ที่ผมเป็นคนจัดการให้เรียบร้อยไปตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่เหรอ?” รินเงยหน้าขึ้น สบตากับคนพูดที่ดูเหมือนจะซ่อนความหมายลึกซึ้งบางอย่างไว้หลังประโยคที่ดูเหมือนจะเอาแต่ใจ “คุณพฤกษ์พูดเหมือนผมเป็นของเล่น” “ไม่ใช่ของเล่นริน... แต่เป็นคนเดียวที่ผมอยากจะใช้เวลาด้วยที่สุด” รินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเบาๆ ด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน ความกลัวที่จะไว้ใจใครสักคนเริ่มถูกแทนที่ด้วยความโหยหาลึกๆ ที่เขาเคยปฏิเสธมันมาตลอด ทั้งสองนั่งทานข้าวกันในบรรยากาศที่เงียบเชียบแต่กลับอบอวลไปด้วยความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เสียงตะเกียบกระทบถ้วยชามและเสียงหัวเราะเบาๆ ของพฤกษ์เมื่อรินเล่าเรื่องเครื่องเรือนที่กำลังทำอยู่ กลายเป็นทำนองเพลงที่งดงามที่สุดของเช้าวันนี้ ทว่า ในขณะที่รินกำลังจะเอื้อมมือไปเก็บจาน เสียงเคาะประตูด้านหน้าห้องก็ดังขึ้นรัวและหนักแน่น ผิดไปจากจังหวะของลูกค้าปกติที่มักจะค่อยๆ เคาะอย่างเกรงใจ รินชะงัก มือที่กำลังถือจานสั่นไหวทันทีเมื่อเห็นเงาร่างคนคุ้นเคยที่ยืนอยู่หลังบานกระจกฝ้าหน้าประตู เมฆไม่ได้มาคนเดียว แต่เขากำลังยืนอยู่กับใครบางคนที่รินไม่อยากจะพบเจอมากที่สุดในชีวิตนี้ “ริน... เปิดประตูเถอะ ลูกค้าเก่าของนายเขามาหา” เมฆตะโกนเข้ามาน้ำเสียงดูร้อนรน เมื่อพฤกษ์เห็นสีหน้าของรินที่ซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เขาลุกขึ้นยืนทันที มือหนาคว้าข้อมือของรินไว้แน่นราวกับจะบอกว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยให้ใครทำร้ายคนตัวเล็กนี้ได้อีก แต่ก่อนที่พฤกษ์จะทันได้ก้าวไปถึงประตู บานประตูก็ถูกผลักเข้ามาด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงเย็นชาของคนที่หายไปนานกว่าสามปีที่ดังแทรกเข้ามาในห้อง “ของเล่นชิ้นโปรดของผม... ยังอยู่ที่เดิมสินะ” ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินและพฤกษ์ครับ พบกันตอนหน้า "หมอกไม้ไผ่"
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ใต้เงาไม้ไผ่ในห้องที่รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%