“ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะเลือกเซ็นเอกสารฉบับนี้ด้วยหมึกสีดำ... ไม่ใช่สีแดง”
น้ำเสียงราบเรียบทว่าเจือกระแสเยียบเย็นลอยคว้างอยู่เบื้องหน้า ปราณต์กะพริบเปลือกตาช้าๆ เพื่อขับไล่ความพร่ามัวของม่านหมอกแห่งกาลเวลาที่ยังคงเกาะกุมประสาทสัมผัส กลิ่นอายของกระดาษเนื้อดี กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระยับจากตัวเรือนกระจกใส และไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่เร่งความเย็นจนเฉียบ องค์ประกอบเหล่านี้โอบล้อมเขาไว้ ทว่าสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในความรู้สึก ณ นาทีนี้ คือสัมผัสอุ่นวาบของปลายปากกาหมึกซึมในอุ้งมือ—มือที่ควรจะด้านชาและไร้ลมหายใจไปแล้วใต้ซากปรักหักพังแห่งความล่มสลายเมื่อหนึ่งปีก่อน
เขายังไม่ตาย... หรือพูดให้ถูกคือ *เขาย้อนกลับมา*
สายตาคมกริบกวาดมองผ่านเลนส์แว่นสายตาไร้กรอบไปยังปฏิทินตั้งโต๊ะหนังแท้ สีหน้าและแววตาของปราณต์นิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงลม ตัวเลขสีทองบนแผ่นกระดาษบ่งบอกชัดเจน—วันนี้คือวันที่สิบหสอง เดือนตุลาคม... *หนึ่งปีเต็ม* ก่อนที่บริษัทสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์ "ภัทรภานต์" จะถูกประกาศล้มละลาย และตัวเขาต้องกลายเป็นแพะรับบาปในคดีทุจริตยักยอกเงินกองทุนบริษัทที่ตนเองร่วมสร้างมากับมือ
“ปราณต์ นายเหม่ออะไรอยู่หรือเปล่า?”
เสียงนุ่มนวลที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน รวิศ—เพื่อนสนิทมิตรสหายผู้ร่วมก่อตั้งและรองประธานบริหาร—กำลังโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะคู่นั้นฉายแววห่วงใยตามแบบฉบับชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม ทว่าสำหรับปราณต์ในเวลานี้ ภาพของรวิศไม่ได้ต่างอะไรจากหน้ากากหนังมนุษย์ที่สวมทับปีศาจกระหายเลือด รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนลำคอของเขาได้ทุกเมื่อเมื่อสบโอกาส
ปราณต์ไม่ตอบในทันที เขายกปลายนิ้วขึ้นเคาะโต๊ะทำงานไม้สักทองเบาๆ เป็นจังหวะสามครั้ง—จังหวะเดียวกับที่เขาใช้คำนวณความเสี่ยงในการประมูลโครงการใหญ่ในอดีต สมองทำงานอย่างรวดเร็วดุจกลไกนาฬิกาจักรกลชั้นเลิศ ทุกเหตุการณ์ในชาติก่อนไหลย้อนเข้ามาประดังประเด เอกสารลับที่ถูกสับเปลี่ยน ลายเซ็นปลอมแปลงในบัญชีลับที่เกาะอยู่ตามซอกมุมของสำนักงานกฎหมาย และที่สำคัญที่สุด... หุ้นส่วนใหญ่ที่ค่อยๆ ถูกถ่ายโอนไปอยู่ในชื่อของบริษัทนอมินี
“ฉันแค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ น่ะรวิศ” ปราณต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงรایนัยบางอย่างที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเพื่อนสนิทชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที “เช่นเรื่องที่ว่า... คนเรามักจะไว้ใจคนที่ถือมีดอยู่ด้านหลังมากที่สุด เพราะคิดว่าเขาไม่มีวันแทงลงมา”
รวิศหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนความผิดปกติ เขายืดตัวพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างผ่อนคลาย “นายพูดจาแปลกๆ นะวันนี้ สงสัยจะเครียดกับงานฉลองครบรอบหนึ่งปีของบริษัทเราคืนนี้ล่ะสิ อย่าลืมล่ะว่าเรามีแขกคนสำคัญมาร่วมงาน... โดยเฉพาะคุณดาริน ทนายความสาวฝีมือเยี่ยมจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำคนนั้น เธอจะมาช่วยตรวจสอบสัญญาควบรวมกิจการครั้งใหญ่ของเรา”
เพียงแค่ได้ยินชื่อนั้น หัวใจของปราณต์ก็กระตุกวูบ ดาริน... สตรีผู้ทรงอิทธิพลทางกฎหมายผู้กุมหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะเปิดโปงความจริงทั้งหมดในชาติก่อน ในเวลานั้นเธอถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตรายที่ฝ่ายตรงข้ามจ้างมาเล่นงานเขา แต่ความจริงแล้ว เธอกลับเป็นเพียงคนเดียวที่พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยดึงเขากลับมาจากขอบเหวแห่งความตาย ก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนก่อนวันที่เขาจะถูกตัดสินจำคุก
“ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณดารินหรอก” ปราณต์วางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบพื้นไม้ดังขึ้นเบาๆ แต่กังวานลึก “ฉันเตรียมการต้อนรับเธอไว้เป็นอย่างดีแล้ว... และเตรียมการต้อนรับ *แขกที่ไม่ได้รับเชิญ* คนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”
บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเงียบเชียบ รวิศขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมาในอก ปราณต์ในวันนี้... ไม่เหมือนปราณต์คนเดิมที่เขารู้จัก แววตาคู่นั้นไม่มีความลังเล ความอ่อนแอ หรือความไว้วางใจหลงเหลืออยู่เลย มันเป็นแววตาของนักล่าที่กำลังรอเวลาขยับหมากตาสำคัญบนกระดาน
ก่อนที่บทสนทนาจะดิ่งลึกไปมากกว่านั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ประตูบานไม้สักแกะสลักถูกผลักให้เปิดออกช้าๆ ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง เส้นผมยาวดำขลับถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยแววตาคมปลาบที่กวาดมองผู้บริหารทั้งสองคนในห้องด้วยความประเมินค่า
“ขอประทานโทษที่มาขัดจังหวะค่ะท่านผู้บริหาร” น้ำเสียงไพเราะทว่าทรงพลังกังวานขึ้น “ดิฉัน ดาริน จากสำนักงานกฎหมายแอดвоเคต... มารับหน้าที่ตรวจสอบเอกสารสัญญาในค่ำคืนนี้ตามนัดหมายค่ะ”
ปราณต์เงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ประกายไฟแห่งความเข้าใจและความร่วมมือระยิบระยับขึ้นในแววตาทั้งสองคู่ นี่ไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญ แต่มันคือการเริ่มต้นเปิดฉากสงครามที่เขากำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเอง
ทว่า ในขณะที่ปราณต์กำลังจะเอ่ยปากต้อนรับทนายความสาว เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรวิศก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายความเงียบ รวิศหยิบมันขึ้นมาเหลือบมองหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากเรียบเฉยเป็นซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด—ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแสดงภาพถ่ายเอกสารลับสุดยอดที่ควรจะอยู่ในตู้นิรภัยของบริษัท พร้อมกับตัวเลขบัญชีลับที่ถูกโอนย้ายออกไปเรียบร้อยแล้ว... ทั้งที่กำหนดการเดิมควรจะเป็นอีกสามเดือนข้างหน้า!
รวิศเงยหน้าขึ้นมองปราณต์ด้วยดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกอ่านทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว
ปราณต์แย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่งดงามและน่าสะพรึงกลัวในคราวเดียวกัน เขายื่นมือออกไปผายเชิญดารินให้นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราwithคมมีดที่จ่ออยู่บนเส้นเลือดใหญ่
“เชิญนั่งก่อนครับคุณดาริน... หมากตาแรกกำลังจะเริ่มเดินแล้ว”
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและลับคมสมองไปพร้อมกับปราณต์ในหมากกระดานนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
หมากกระดานสุดท้ายก่อนนาฬิกาทรายสิ้นแสง•ตอนที่ 1
กลิ่นควันไฟในความทรงจำ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายก่อนนาฬิกาทรายสิ้นแสง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
