กลิ่นอายจางๆ ของชาเขียวมัทฉะเกรดพรีเมียมลอยวนอยู่ในห้องทำงานกระจกใสระฟ้า เบื้องล่างคือมหานครที่ยังคงเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอันเร่งรีบ ทว่าภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ เวลาดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้ด้วยสายตาคู่หนึ่ง—สายตาที่ซ่อนความเกลียดชังระดับกระดูกดำไว้ภายใต้ม่านตาใสซื่อดุจลูกกวางน้อย
"ดาริน... เหม่ออะไรอยู่หรือคะ กาแฟแก้วโปรดของคุณเย็นชืดหมดแล้วนะ"
น้ำเสียงนั้น... น้ำเสียงที่เคยปลอบประโลมเธอในยามที่เธอล้มลุกคลุกคลาน น้ำเสียงที่เคยเอ่ยคำว่า ‘เพื่อนรัก’ ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นฉาบน้ำผึ้ง รวิศในยามนี้ยังคงสวมสูทสั่งตัดเข้ารูปเนี๊ยบกริบ เรือนผมเซ็ตอย่างประณีต และที่สำคัญที่สุดคือ ‘รอยยิ้ม’ พิมพ์นิยมที่เคยหลอกลวงให้เธอก้าวเดินไปสู่หลุมพรางแห่งความหายนะในชาติภพก่อน
ดารินกะพริบตาช้าๆ เพื่อขับไล่ภาพเศษซากชีวิตอันแหลกสลายของเธอและปราณต์ในห้องขังมืดทึบออกไปจากห้วงคำนึง สติสัมปชัญญะที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยนาฬิกาทรายแห่งโชคชะตาบอกเธอว่า ตอนนี้เธอยังมีลมหายใจ มีโอกาสแก้ตัว และที่สำคัญ... เธอกำลังสวมบทบาทเป็น ‘เหยื่อผู้ภักดี’ ได้อย่างแนบเนียนที่สุด
"เปล่าหรอกค่ะรวิศ แค่ช่วงนี้ฉันนอนไม่ค่อยพอมั้งคะ โปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทเรา... เอ่อ ของปราณต์กับพวกเรา กำลังจะเข้าสู่ช่วงสำคัญ ฉันเลยกังวลนิดหน่อย" ดารินแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปราะบางและไร้พิษภัยพึงมีสำหรับหญิงสาวผู้ทำงานหนักเพื่อเพื่อนฝูง
เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงนิดเพื่อซ่อนริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกด้วยความเคียดแค้น ความทรงจำในชาติก่อนกรีดแทะหัวใจเธอราวกับคมมีด ทุกตัวเลข ทุกเอกสารบัญชีปลอมที่รวิศใช้เป็นหลักฐานโยนความผิดให้ปราณต์ ล้วนถูกจัดฉากอย่างแนบเนียนภายใต้รอยยิ้มแสนดีนี้
รวิศหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูอบอุ่นเป็นกันเองเหลือเกินในสายตาคนนอก แต่สำหรับดาริน มันคือเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังรอขย้ำเหยื่อตัวสุดท้าย
"เธอนี่นะ ขยันเกินไปจริงๆ ดาริน ปราณต์เขาก็โชคดีเหลือเกินที่มีเพื่อนร่วมงานอย่างเธอคอยช่วยดูแลทุกอย่างให้แบบนี้" รวิศเอ่ยพร้อมกับขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือเรียวยาวเอื้อมมาเลื่อนจานขนมเค้กสีขาวสะอาดตามาตรงหน้าเธอ "ทานเสียหน่อยเถอะค่ะ น้ำตาลในเลือดต่ำ เดี๋ยวจะหน้ามืดเอา"
ดารินมองจานขนมนั้น นัยน์ตาคมกริบวาบแสงวับขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยแววตาซาบซึ้งระคนเหนื่อยล้า ในชาติก่อน... ขนมชิ้นนี้ หรืออาจเป็นกาแฟแก้วนั้น ที่รวิศมักจะ ‘ใส่ใจ’ นำมาให้เธอกินเสมอในช่วงเวลาที่เธอต้องตรวจบัญชีก่อนส่งมอบให้ผู้ตรวจสอบบัญชีใหญ่ และหลังจากนั้นไม่นาน อาการป่วยเรื้อรังไร้สาเหตุของเธอก็เริ่มต้นขึ้น ทำให้เธอกลายเป็นคนอ่อนแอที่พึ่งพาใครไม่ได้ นอกเหนือจากความเมตตาปลอมๆ ของคนตรงหน้า
ช่างเป็นความใส่ใจที่น่าสะอิดสะเอียนเสียจริง
"ขอบคุณนะคะรวิศ... คุณใส่ใจฉันเสมอเลย" ดารินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน นัยน์ตาฉายแววซาบซึ้งจนเกือบแนบเนียน ถ้าหากรวิศมีความระแวงสักนิด เขาก็คงจะเห็นประกายไฟสีเพลิงที่ลุกโชนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้น แต่น่าเสียดาย... ความหลงตัวเองและชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อม ทำให้ผู้ชายคนนี้มองเห็นดารินเป็นเพียง ‘หมากตัวกระจ้อยร่อย’ ที่ไม่มีทางพลิกกระดานได้
"เราเป็นเพื่อนกันนี่คะ ดาริน มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยแบ่งเบาได้อีกไหม ช่วงนี้ปราณต์เองก็ดูเครียดๆ แถมยังหมกมุ่นอยู่กับการประชุมลับกับพวกนักลงทุนต่างชาติจนแปลกไป... เธอพอจะรู้ไหมคะว่าเขาแอบไปทำอะไรลับหลังพวกเราหรือเปล่า"
คำถามนั้นแฝงไว้ด้วยพิษสง รวิศกำลังหยั่งเชิง—เขากำลังตรวจสอบว่าปราณต์ หรือแม้แต่ตัวเธอเอง ล่วงรู้แผนการล้มละลายที่เขากำลังจะชักใยอยู่เบื้องหลังแล้วหรือยัง
ดารินนิ่งงันไปชั่วอัศดง ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง เธอก้มมองรอยนิ้วมือของตัวเองที่ประสานกันแน่นอยู่บนตัก จงใจปล่อยให้ความลังเลฉายชัดบนใบหน้า เพื่อให้รวิศตายใจว่าเธอกำลังตกหลุมพรางของการสำรวจความลับ
"ฉัน... ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะรวิศ" เธอบดบังเสียงสั่นเครือไว้ภายใต้รอยยิ้มฝืนๆ "ช่วงนี้ปราณต์เขาดูแปลกไปจริงๆ เขาเก็บตัวเงียบ และเหมือนจะระมัดระวังเอกสารทุกชิ้นเป็นพิเศษ... หรือว่าเขาจะไม่ไว้ใจพวกเราแล้วคะ?"
คำพูดประโยคเดียว ทำหน้าที่ดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในผืนน้ำนิ่งสนิท รวิศชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาคลี่คลายได้อย่างรวดเร็วดั่งมืออาชีพ
"ไม่หรอกค่ะ... ปราณต์เขาก็แค่เครียดเรื่องงานเท่านั้นเอง" รวิศเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย "ยังไงเสีย พวกเราก็คือเพื่อนรักที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาหลายปีนี่คะ ไม่มีทางที่เขาจะระแวงพวกเราหรอก... จริงไหม?"
ดารินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ รอยยิ้มของเธอบัดนี้งดงาม ทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
"นั่นสินะคะ... เพื่อนรักกันเสียอย่าง ไม่มีทางหรอกค่ะ"
บรรยากาศในห้องอับเฉาสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว ทว่าราวกับมีสนามพลังบางอย่างที่กำลังบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก รวิศรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในตัวเพื่อนสาวคนนี้ แววตาของดารินในวันนี้... มันช่างว่างเปล่าและลึกล้ำเสียจนเขาไม่กล้าสบตานานเกินไป
ในจังหวะที่ความเงียบกำลังจะกลืนกินบทสนทนา เสียงเคาะประตูก็กดดันบรรยากาศให้แตกกระเจิง
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ยังไม่ทันที่รวิศจะเอ่ยอนุญาต ประตูห้องทำงานบานหรู7ก็ถูกผลักเปิดออกด้วยมือของใครบางคน ร่างสูงโปรสง่าของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู บรรยากาศรอบตัวเขากดดันและทรงอำนาจจนรวิศต้องผุดลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ
นัยน์ตาคมกราบของปราณต์กวาดมองคนทั้งสองในห้อง นิ่งสนิท เยือกเย็น และคมกริบดั่งใบมีดโกนที่เคลือบยาพิษ
"คุยอะไรกันอยู่หรือครับ ดูท่าทางสนุกเชียว" ปราณต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย ทว่ากลับทำให้รวิศรู้สึกสันหลังวาบอย่างประหลาด
ดารินลุกขึ้นยืนเคียงข้างชายผู้เป็นทั้งสหายร่วมรบและดวงใจในชาติก่อน เธอยกยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากความตายและการแก้แค้น—ส่งให้รวิศเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่หกระยะของเกมกระดานนี้จะพลิกผันไปตลอดกาล
"เปล่าหรอกค่ะคุณปราณต์..." ดารินเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย ทว่าดวงตากลับประกายแสงวาววับ "พวกเรากำลังคุยกันถึงเรื่อง... *ตาเดินครั้งต่อไป* พอดีเลยค่ะ"
รวิศหน้าถอดสีลงทันทีเมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มของทั้งคู่ที่สะท้อนเงาซ้อนทับกันอย่างน่ากลัว และก่อนที่เขาจะได้กล่าวแก้ตัวใดๆ ประตูลิฟท์ส่วนตัวด้านหลังห้องทำงานก็เปิดผึ่งออก พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝัน—ทนายความอาวุโสประจำตระกูลใหญ่ผู้ถือครองพินัยกรรมลับและหลักฐานบัญชีลับฉบับจริง ซึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีดำสนิทในมือ
"คุณปราณต์ครับ... เอกสารโอนสิทธิ์ทั้งหมด... พร้อมให้คุณเซ็นเพื่อยึดคืนอำนาจบริหารทั้งหมดกลับมาแล้วครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
หมากกระดานสุดท้ายก่อนนาฬิกาทรายสิ้นแสง•ตอนที่ 2
รอยยิ้มที่ไม่เคยมีอยู่จริง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายก่อนนาฬิกาทรายสิ้นแสง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
