เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานกระจกใสในห้องประชุมใหญ่ไม่ได้ดังจนน่าตกใจ แต่แรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือของอาคเนย์นั้นสะท้อนถึงอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด รินทร์ยืนกอดอกนิ่ง ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววท้าทายกลับราบเรียบไร้ระลอกคลื่น เป็นความเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าการตะโกนด่าทอเสียอีก สถาปนิกหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปสีกรมท่าไม่ได้ขยับถอยหลังแม้แต่เซนติเมตรเดียว แม้ว่าฟีโรโมนกลิ่นสนซีดาร์เข้มจัดของอัลฟ่าหนุ่มตรงหน้าจะแผ่ขยายกดดันบรรยากาศรอบตัวให้แทบหายใจไม่ออก
"คุณทำแบบนี้โดยไม่ปรึกษาผมก่อนอีกแล้วนะ รินทร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยความหงุดหงิดปนระอา อาคเนย์ป้องสันจมูกตัวเองด้วยความเครียด ดวงตาคมกริบจ้องมองคนดื้อรั้นที่ไม่เคยคิดจะลดราวาศอกให้ใคร "โปรเจกต์โครงสร้างสะพานเชื่อมตึก A กับ B คุณแก้แบบใหม่หมดโดยไม่บอกวิศวกรโครงสร้างอย่างผม แล้วถ้าคานรับน้ำหนักมันคำนวณพลาดขึ้นมา คุณคิดว่าใครจะซวย?"
"ก็ฉันคำนวณมาดีแล้วไงคะ คุณอาคเนย์" รินทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสะทกสะทาะ มุมปากบางยกยิ้มเยาะหยันเล็กน้อยอย่างจงใจยั่วโมโห "วิศวกรเทวดาอย่างคุณเก่งกาจเรื่องตัวเลขนักไม่ใช่เหรอคะ ทำไมคะ แค่ดีไซน์ความโค้งที่เพิ่มขึ้นอีกสิบองศานี่มันทำให้สมองซีกซ้ายของคุณทำงานรวนจนคิดไม่ออกเลยหรือไง"
"มันไม่ใช่เรื่องสมองรวน!" อาคเนย์ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวรินทร์อย่างรวดเร็ว ความสูงที่เหนือกว่าทำให้เขาต้องก้มมองโอเมก้าตัวแสบผ่านเงาลางๆ กลิ่นฟีโรโมนของเขาเข้มข้นขึ้นจนต่อมรับกลิ่นของรินทร์เริ่มประท้วง "แต่มันคือความปลอดภัย! คุณเอาสุนทรียภาพบ้าบออะไรมาแลกกับความเสี่ยงของคนเป็นร้อยชีวิต รินทร์... เลิกเอาชนะผมด้วยเรื่องงานสักทีจะได้ไหม"
รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่หลบเลี่ยง แม้หัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกเมื่อระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบแนบชิด ความใกล้ชิดที่คุ้นเคยนี้เคยทำให้เขารู้สึกปลอดภัย แต่วันนี้... มันกลับกลายเป็นกรงขังที่แน่นหนาเกินกว่าจะหายใจ
"คนที่อยากเอาชนะมันคือคุณต่างหากล่ะคะ" รินทร์เอ่ยเสียงเบา แต่ทุกคำพูดกลับบาดลึก "คุณไม่เคยเชื่อมั่นในฝีมือฉันเลยสักครั้ง อาคเนย์... ทุกโปรเจกต์ที่เราต้องร่วมงานกัน คุณทำตัวเป็นพ่อคนที่สอง คอยตามเช็ดตามล้าง คอยคุมทุกฝีก้าวราวกับฉันเป็นเด็กอมมือที่ไม่ประสีประสา ทั้งที่ฉัน... ฉันแค่อยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเองโดยไม่ต้องมีเงาของคุณมาทาบทับ!"
อาคเนย์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมคายฉายแววไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม "ผมไม่ได้มองว่าคุณเป็นเด็ก..."
"แต่การกระทำของคุณมันฟ้องค่ะ!" รินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือด้วยความอัดอั้นที่สะสมมานานแรมเดือน "คุณซื้อหุ้นบริษัทที่เราประมูลงานร่วมกันโดยไม่บอกฉัน คุณจัดการเรื่องตึกสำนักงานใหม่โดยให้ชื่อฉันเป็นแค่ผู้ช่วย ทั้งที่ไอเดียทั้งหมดมันคือของฉัน! คุณทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันติดหนี้บุญคุณและต้องอยู่ใต้ร่มเงาของคุณไปตลอดชีวิต... แบบนี้เหรอคะที่คุณเรียกว่าความรัก?"
ประโยคสุดท้ายทิ้งน้ำหนักลงบนความเงียบงัน อาคเนย์นิ่งงิ่งไปราวกับถูกคำพูดนั้นตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง ความจริงที่ถูกกระชากออกมาเปลือยเปล่าทำให้เขาลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ มือหนาที่ยกขึ้นจะคว้าแขนเรียวไว้หยุดค้างกลางอากาศ
"รินทร์... ผมทำเพราะผมห่วง..."
"ฉันไม่ต้องการความห่วงใยแบบที่ตีตรอกจองจำฉันไว้หรอกค่ะ!" รินทร์สะบัดหน้าหนี หลบสายตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดแน่นจนน่าอึดอัด หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่หน่วยตาแต่ถูกเจ้าตัวกะพริบไล่กลับไปอย่างรวดเร็ว ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีทำให้เขาไม่อมยิ้มหรือแสดงความอ่อนแอให้อัลฟ่าผู้นี้เห็นเด็ดขาด
รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะถอยหลังเว้นระยะห่างออกไปสองก้าว หยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้มั่น
"โปรเจกต์นี้... ฉันขอถอนตัวค่ะ"
คำพูดนั้นร่วงหล่นลงมาเหมือนสายฟ้าฟาดกลางห้องประชุม อาคเนย์เบิกตากว้าง ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
"คุณว่าอะไรนะ... ถอนตัว? รินทร์ นี่คุณสติหลุดไปแล้วหรือไง สัญญามูลค่าหลายร้อยล้านนะ!"
"เงินซื้อศักดิ์ศรีของฉันไม่ได้หรอกค่ะ" รินทร์ส่งยิ้มหยันให้ตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย "และบางที... การที่เราไม่ต้องร่วมงานกันอีก น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่ เราต่างคนต่างอยู่เถอะค่ะ อาคเนย์... เลิกตามติดชีวิตฉันเสียที"
พูดจบ รินทร์ก็หมุนตัวเดินหันหลังให้ทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แก้ตัว เสียงฝีเท้าก้าวฉับๆ มุ่งตรงไปยังประตูทางออก หัวใจของสถาปนิกหนุ่มบีบรัดแน่นจนเจ็บปวดไปหมด แต่มือเรียวก็ยังคงเอื้อมไปจับลูกบิดประตูอย่างเด็ดเดี่ยว เขารู้ดีว่าการก้าวออกไปในครั้งนี้หมายถึงการสูญเสียอะไรบ้าง แต่ถ้าขืนอยู่ต่อ เขากลัวว่าตัวเองจะยอมแพ้ให้กับสายตาดุดันคู่นั้นอีกครั้ง
แต่อาคเนย์ไม่ใช่ประเภทที่จะยอมปล่อยให้เหยื่อในกรงหลุดมือไปได้ง่ายๆ
ในเสี้ยววินาทีที่รินทร์กำลังจะดึงประตูเปิดออก มือหนาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเขาไว้ด้วยแรงมหาศาล กระชากร่างบางให้หมุนกลับไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างแรง กลิ่นฟีโรโมนสนซีดาร์พุ่งเข้าโอบล้อมตัวเขาไว้ราวกับเสือชีตาร์ที่ตะครุบเหยื่อ อาคเนย์ใช้แขนอีกข้างดันบานประตูให้ปิดล็อกลงด้วยเสียงดังสนั่น
"ปล่อยนะคะ!" รินทร์ตลบข้อมือพยายามสะบัดออก แต่ยิ่งดิ้น แขนแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นราวกับคีมเหล็ก "คุณบ้าไปแล้วหรือไง อาคเนย์!"
"ใช่... ผมมันบ้า" เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากริมฝีปากที่อยู่ใกล้แค่คืบ ดวงตาสีเข้มดุดันคู่นั้นลุกโชนด้วยไฟโทสะและบางสิ่งที่ร้อนแรงยิ่งกว่า "คุณคิดจะเดินหนีผมเหรอ รินทร์? คิดว่าอยากสะบัดทิ้งก็สะบัดทิ้งได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือไงว่า..."
"เราไม่เคยตกลงอะไรกันทั้งนั้น!" รินทร์ตวาดกลับ เสียงดังลั่น ดวงตาคู่สวยจ้องมองอัลฟ่าหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว "คุณเป็นคนจัดการเองเออเองทุกอย่าง! ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาบนโต๊ะทำงานของคุณนะ อาคเนย์! เลิกทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันเสียที!"
อาคเนย์นิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงก่ำด้วยความโกรธ ริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง และหยาดน้ำตาที่รั้นไม่ยอมไหลลงมา ความโกรธขึงในแววตาของอัลฟ่าหนุ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้งที่หาได้ยากยิ่งที่จะได้เห็น
มือหนาที่จับข้อมือเปลี่ยนเป็นบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาประคองข้างแก้มเนียน รินทร์สะดุ้งเฮือกแต่ไม่ทันได้หลบหนี ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยไล่ผ่านโหนกแก้มอย่างทะนุถนอมขัดกับสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อครู่
"ถ้าผมไม่ทำแบบนี้... คุณก็จะวิ่งหนีผมไปไกลทุกที" อาคเนย์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักลึกขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้ม "คุณรู้ดี รินทร์... ว่าทำไมผมถึงยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้คุณอยู่ใกล้ผม"
รินทร์ใจกระตุกวูบ กลิ่นฟีโรโมนของอีกฝ่ายเริ่มรบกวนสติสัมปชัญญะของเขาจนสมองเริ่มปั่นป่วน ความโกรธที่เคยลุกโชนถูกแทนที่ด้วยความหวั่นไหวที่ยากจะต้านทาน แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ทำให้เขาต้องกัดฟันแน่น
"เพราะคุณเห็นแก่ตัว..." รินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสที่ทำให้หัวใจสั่นคลอน "เพราะคุณกลัวว่าสักวันฉันจะบินสูงจนคุณเอื้อมไม่ถึงต่างหาก"
อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของโอเมก้าดื้อรั้น "ผมไม่เคยกลัวที่คุณจะบินสูง... รินทร์"
นิ้วแกร่งเลื่อนลงมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้ใบหน้าหวานหันกลับมาสบตากันตรงๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้ลมหายใจของรินทร์สะดุดกึก
"แต่ผมกลัว... ว่าถ้าคุณบินสูงเกินไป วันหนึ่งคุณจะมองไม่เห็นคนที่ยืนรออยู่ข้างล่างอย่างผมต่างหาก"
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบสงบลงในพริบตา เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นโครมครามแข่งกัน รินทร์อ้าปากค้างเล็กน้อย คำพูดที่เต็มไปด้วยความเปราะบางและเปิดเปลือยความรู้สึกแท้จริงออกมาแบบนี้ ไม่เคยหลุดมาจากปากของวิศวกรผู้แสนเย่อหยิ่งคนนี้มาก่อน
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของรินทร์กำลังจะอ่อนยวบลงให้กับความจริงใจที่ซ่อนอยู่ใต้ความดุดันนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ถูกผลักเข้ามาโดยไม่รอรับอนุญาต
"คุณอาคเนย์คะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! ไซต์งานตึก C โครงสร้างเหล็กเกิดการทรุดตัวลงบางส่วน วิศวกรควบคุมงานติดอยู่ข้างในค่ะ!"
รินทร์และอาคเนย์ผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างด้วยความตกใจ ข่าวร้ายจากปากของเลขาหน้าห้องทำลายบรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ให้พังทลายลงในเสี้ยววินาที
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันครั้งสำคัญนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้หัวใจของทุกคนเต้นแรงไม่แพ้กันค่ะ
เซฟโซนสุดกวนกับไอ้คนคลั่งรักอัลฟ่าสายดุ•ตอนที่ 24
รอยร้าวที่ยากจะประสาน
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับไอ้คนคลั่งรักอัลฟ่าสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!