กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา•ตอนที่ 8

ความลับใต้เงาศิลา

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"หากโลหิตของสำนักกระบี่เยือกแข็งมิได้ไหลนองจนย้อมผืนปฐพีแห่งนี้ให้กลายเป็นสีชาด เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าคัมภีร์วิถีสวรรค์จะถูกเปิดออกโดยปราศจากผู้สังเวย?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดขยี้ของหินผาใต้ธารน้ำแข็งดังขึ้น ทลายความเงียบงัดของคูหาศิลาโบราณที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้หุบเขาหมื่นอสูร ฉินอวี้ไม่ได้หันกลับไปมอง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายกระบี่โลหิตยืนนิ่งรากับรูปสลักหิน ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสรอยสลักลึกบนผนังศิลาที่เย็นเฉียบ ที่แห่งนี้... คือซากปรักหักพังของสำนักวิหกเพลิงสวรรค์ สำนักบรรพกาลที่ถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพเมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างเป็นปริศนา และร่องรอยการทำลายล้างบนผนังศิลาเหล่านี้ ล้วนใช้กระบวนท่ากระบี่ประจำสำนักของเขาเอง—สำนักกระบี่เยือกแข็ง! หัวใจของฉินอวี้กระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่กระดูกสันหลัง คมกระบี่ในฝักสั่นสะเทือนเบาๆ คล้ายมันกำลังร่ำไห้หรือหวาดกลัวต่อความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผย วิชากระบี่สังหารเทพที่กัดกินอายุขัยของเขา แท้จริงแล้วมิใช่เคล็ดวิชาที่คิดค้นขึ้นใหม่ หากแต่มันคือเงาแค้นอันบิดเบี้ยวที่สืบทอดมาจากโศกนาฏกรรมเมื่อสามร้อยปีก่อน! "เจ้ากำลังใช้ตัวเข้าแลกเพื่อค้นหาคำตอบที่อาจฆ่าเจ้าได้ทั้งเป็น... ฉินอวี้ หยุดมือเสียเถอะ" สุ้มเสียงเย็นชาดดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้นจากเบื้องหลัง มู่หรงเซวี่ยก้าวเข้ามาในคูหาศิลาอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์สีครามที่ลอดผ่านรอยแตกของหุบเขาด้านบนตกกระทบลงบนใบหน้างดงามไร้ที่ติแต่เยียบเย็นดั่งเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ นางป้องกายด้วยม่านพลังปราณดาราพร่างพราย ดวงตาคู่คมจับจ้องแผ่นหลังของบุรุษผู้ทะนงตนด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่แม้แต่นางเองก็ยากจะอธิบาย นางเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักดารา ผู้คนนับหมื่นต่างก้มหัวยำเกรง แต่วันนี้นางกลับยอมทิ้งศักดิ์ศรีและละทิ้งกฎเกณฑ์แห่งสำนักเพื่อติดตามบุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น 'ศิษย์ทรยศ' ผู้นี้มายังแดนมิคสัญญี ฉินอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเจือความเย้ยหยันทั้งต่อฟ้าดินและโชคชะตา "หยุดหรือ? มู่หรงเซวี่ย... เจ้าคิดว่าข้ายังมีหนทางให้ถอยหลังอีกหรืออย่างไร? อาจารย์ของข้าทรยศสำนักเพื่อสิ่งใด? หรือแท้จริงแล้ว พวกเราทุกคนเป็นเพียงหมากในกระดานของเหล่าผู้อาวุโสเบื้องบนที่ต้องการกวาดล้างสายเลือดที่แท้จริงของวิชากระบี่นี้กันแน่!" เขากวาดมือขวาออกไป พลังปราณสีโลหิตระเบิดออกกวาดเอาฝุ่นผงนับร้อยปีบนผนังศิลาให้ปลิวหายไป เผยให้เห็นอักษรโบราณสลักลึกด้วยกระบี่ ปรากฏเป็นภาพเหตุการณ์การสังหารหมู่ บันทึกข้อความด้วยโลหิตของผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่เยือกแข็งรุ่นแรก—บรรพบุรุษผู้สร้างสำนักมิได้ตายด้วยน้ำมือของมารสวรรค์ หากแต่ถูกลอบสังหารโดยพันธมิตรเซียนผู้ทรงคุณธรรมในยุคนั้น ด้วยข้อหาที่ว่า... *'ผู้ใดครอบครองวิชากระบี่สังหารเทพ ผู้นั้นคือภัยพิบัติที่ฟ้าดินต้องกำจัด'* ร่างของมู่หรงเซวี่ยสะท้านเฮือก นางรีบก้าวเข้าไปใกล้ แว่นตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความบนผนังศิลา "นี่มัน... เป็นไปไม่ได้ บันทึกของตำหนักดาราไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้... การล่มสลายของสำนักกระบี่เยือกแข็งเมื่อสิบปีก่อน หรือว่า..." นางไม่กล้าเอ่ยคำพูดนั้นออกมา เพราะมันหมายความว่าสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะที่นางสังกัดมาตลอดชีวิต เบื้องหลังกลับโสมมและเต็มไปด้วยคราบเลือดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อแย่งชิงคัมภีร์ "ใช่..." ฉินอวี้หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่คู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงแค้น ลมหายใจของเขาติดขัดเล็กน้อยเนื่องจากพิษของวิชากระบี่ที่กำลังตีกลับ แต่เขายยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ไม่ยอมก้มหัวให้ความเจ็บปวดแม้แต่น้อย "สำนักที่เจ้าปกป้อง สำนักที่ยกย่องข้าเป็นศิษย์ทรยศ... แท้จริงแล้วพวกมันคือฆาตกรที่ฆ่าล้างครอบครัวและอาจารย์ของข้า!" บรรยากาศภายในคูหาศิลาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันจากจิตสังหารของฉินอวี้ผสานกับพลังดาราของมู่หรงเซวี่ยปะทะกันจนเกิดประกายไฟสีม่วงและแดงสะท้อนระยิบระยับ ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น มู่หรงเซวี่ยกลับยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสแก้มสากระคายของเขาอย่างแผ่วเบา ความเย็นจากมือของนางช่วยบรรเทาพิษร้ายที่แผดเผาฉินอวี้ได้ชั่วขณะ "ไม่ว่าฟ้าดินจะตัดสินเช่นไร..." น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย แต่มันหนักแน่นดั่งหินผา "หากยุทธภพนี้ต้องการชีวิตเจ้าเพื่อชดใช้ความจริง... ข้า มู่หรงเซวี่ย จะใช้กระบี่ดาราพิฆาตนี้ ปิดฟ้าคว่ำแผ่นดิน ปกป้องวิถีกระบี่ของเจ้าไว้เอง" ฉินอวี้ชะงักไป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและความโดดเดี่ยวทอประกายอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง เขายื่นมือหนาขึ้นกุมมือเรียวของนางไว้แน่น ความอบอุ่นที่ส่งผ่านกันและกันท่ามกลางความหนาวเหน็บของซากปรักหักพัง ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงสองสิ่งที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ ครืนนน—! ทันใดนั้น พื้นศิลาเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าถล่มดังมาจากความมืดเบื้องลึกของคูหาศิลา อักขระโบราณสีทองอร่ามที่ถูกผนึกไว้ใต้พื้นดินสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน กำแพงหินรอบด้านแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นร่างเงาสلัวของใครบางคน—หรือบางสิ่ง—ที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนมังกรเพลิงสวรรค์กำลังลืมตาขึ้น! ดวงตาสีทองคู่มหึมาจ้องมองตรงมาที่ฉินอวี้และมู่หรงเซวี่ย พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาทจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง: *"ในที่สุด... ทายาทแห่งกระบี่สังหารเทพก็มาถึง... ข้ารอวันที่เจ้าจะมาปลดโซ่ตรวนนี้ เพื่อล้างบางพวกมันให้สิ้นซาก... ฮ่าๆๆๆ!"* ฉินอวี้ชักกระบี่ออกจากฝักในพริบตา ประกายแสงสีโลหิตสຫວ่างวาบท่ามกลางความมืด ขณะที่มู่หรงเซวี่ยก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง พร้อมตวัดกระบี่ดาราต้านทานแรงกดดันอันมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่ แต่ทว่า... เงาร่างที่ถูกล่ามอยู่นั้นกลับพูดประโยคต่อมาที่ทำให้เลือดในกายของฉินอวี้เย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ *"เจ้าคิดว่าอาจารย์ของเจ้าตายเพราะถูกฆ่าอย่างนั้นหรือ? ผิดแล้ว... อาจารย์ของเจ้าต่างหาก คือผู้ที่ทรยศพวกเจ้าทุกคนตั้งแต่แรก!"* ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะสังหารเทพ กับนางเซียนผู้ดับสูญดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%