เสียงซอว์ดนตรีคลาสสิกจากวงออร์เคสตราสดในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลศิราภัทรดังเคล้าคลอไปกับเสียงพูดคุยหัวเราะของเหล่าแขกเหรื่อผู้ทรงอิทธิพล ทว่าบรรยากาศรอบตัวผมในตอนนี้กลับเย็นเยียบราศีกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร
"อย่าแม้แต่จะคิดขยับ..."
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับความเย็นเฉียบของปลายโลหะคมกริบที่แนบชิดอยู่บริเวณต้นคอของผม รินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย แต่มุมปากกลับกระตุกยิ้มเยาะอย่างไม่สะทกสะท้าน คนพวกนี้คิดจริงๆ หรือว่าการลอบสังหารในงานฉลองครบรอบร้อยปีของตระกูลจะแนบเนียนพอ
"คุณหญิงรดานี่ใจร้อนเสียจริงนะครับ ส่งหมาล่าเนื้อมาต้อนรับผมเร็วกว่ากำหนดเสียอีก" ผมเอ่ยเสียงเรียบ แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน
คมมีดขยับกดลึกขึ้นอีกนิดจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปล๊บ "หุบปากซะ! แกมันก็แค่ตัวถ่วงที่เข้ามาขวางทาง ถ้าไม่มีแก ศิลาคง..."
"ถ้าไม่มีฉัน ศิลาก็คงไม่มีวันตาสว่างจากแผนชั่วๆ ของพวกคุณหรอกครับ" ผมสวนกลับทันควันอย่างไร้ความกลัว พร้อมกับเตรียมทิ้งน้ำหนักตัวเพื่อพลิกเกม
ทว่า ก่อนที่คมมีดจะฝังลึกไปมากกว่านั้น บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนวูบ อุณหภูมิในรัศมีรอบตัวลดฮวบลงจนขนลุกซู่ แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งเข้ามาปกคลุมจนคนด้านหลังถึงกับชะงักกึก
ร่างสูงใหญ่ของศิลาปรากฏตัวขึ้นราวกับภูตผีที่ก้าวออกมาจากเงาความมืด ดวงตาคมกริบสีดำสนิทคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้นจนน่ากลัว เขาสวมชุดสูทสากลสีดำสนิทที่ขับเน้นให้ดูทรงอำนาจและเยือกเย็นยิ่งขึ้น ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นและเส้นเลือดที่ปูดโปนบริเวณขมับ กลับฟ้องชัดเจนว่าผู้ชายคนนี้กำลังเดือดดาลถึงขีดสุด
"ปล่อย..." เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นสั่นเครือด้วยความโกรธ แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้มือของมือลอบสังหารสั่นระริก
"คุณศิลา..." เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากเงาดำ
"กูบอกให้ปล่อย!" ศิลาไม่ได้ปล่อยให้มันพูดจบ ประโยคคำสั่งคำรามก้องพร้อมกับพริบตาเดียวที่ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็วดุจเสือชีตาห์ตะครุบเหยื่อ
ความเร็วของศิลานั้นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด มือหนาคว้าเข้าที่ข้อมือของมือลอบสังหารแล้วบิดด้วยแรงมหาศาลจนเสียงกระดูกลั่นกรอบดังชัดเจนท่ามกลางเสียงดนตรี มีดเงินเล่มคมร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมราคาแพงเสียงดังทึบ ก่อนที่ศิลาจะกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายแล้วเหวี่ยงกระแทกเข้ากับเสาหินอ่อนด้านข้างอย่างแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
ผมถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก มองแผ่นหลังกว้างของศิลาที่ยืนตระหง่านบังผมไว้มิดชิด ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ แม้ภายนอกผมจะเป็นคนปากเก่งและเอาตัวรอดเก่งแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การที่มีผู้ชายคนนี้ก้าวเข้ามาปกป้องในวินาทีเฉียดตาย มันสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ศิลาก้มตัวลงต่ำ มือหนากระชากคอเสื้อของมือลอบสังหารให้เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาในตอนนี้ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ มันคือแววตาของปีศาจที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนที่กล้าแตะต้องสิ่งที่เขาสนใจ
"ใครส่งแกมา..." ศิลาเค้นเสียงถาม นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หวาดกลัวของอีกฝ่าย "บอกชื่อมาก่อนที่ฉันจะทำให้แกไม่มีแม้แต่โอกาสได้เห็นแสงตะวันพรุ่งนี้"
มือลอบสังหารตัวสั่นเทา เลือดไหลซึมออกจากมุมปากจากการกระแทกเมื่อครู่ มันหัวเราะในลำคออย่างน่าสมเพช "ฮ... หึ... แกคิดว่าฆ่าฉันแล้วความลับจะจบงั้นเหรอ... คุณหญิงไม่มีวันปล่อยพวกแกไปหรอก..."
สิ้นเสียง มือลอบสังหารก็กัดฟันกรอด สารสีดำคล้ำไหลทะลักออกจากมุมปากทันที ดวงตาเบิกโพลงค้างก่อนที่ร่างทั้งร่างจะกระตุกเกร็งและแน่นิ่งไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ศิลาปล่อยมือจากคอเสื้อนั้นด้วยความรังเกียจ เขายืนขึ้นช้าๆ ปัดฝุ่นตามแขนเสื้อด้วยท่าทางเรียบเฉย ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้าเป็นเพียงแค่เรื่องน่ารำคาญใจชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ผมก้าวเข้าไปใกล้ แตะปลายนิ้วลงบนแขนเสื้อของเขาเบาๆ เพื่อดึงสติ "ยาพิษในต่อม... พวกมันถูกฝึกมาให้ฆ่าตัวตายทันทีที่ภารกิจล้มเหลว ดูท่าทางเราจะประเมินคุณหญิงรดาต่ำไปสินะครับ"
ศิลาหันกลับมามองผม แววตาดุดันเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาสغซับซ้อนที่เต็มไปด้วยความห่วงใยที่เขาพยายามปกปิดไว้ มือหนารangคว้าข้อมือของผม ดึงเข้าไปสำรวจรอยแดงจางๆ ที่บริเวณลำคอซึ่งเกิดจากคมมีดเมื่อครู่ นิ้วหัวแม่มือของเขาเกลี่ยเบาๆ บนผิวเนื้ออ่อนอย่างทะนุถนอม แม้สัมผัสจะดูนุ่มนวล แต่แรงกดที่ข้อมือกลับแน่นหนาราวกับกลัวว่าผมจะหลุดลอยหายไป
"เธอเจ็บตรงไหนอีกไหม..." เสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดกับผมเพียงลำพัง "ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้อยู่ใกล้ฉัน ทำไมถึงดื้อด้านปลีกตัวออกมาคนเดียว"
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้ในใจจะหวั่นไหวกับความใกล้ชิดและแววตาคู่นั้น แต่ปากก็ยังอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับตามนิสัย "นี่คุณกำลังโทษว่าเป็นความผิดผมอย่างนั้นเหรอครับ? ทั้งๆ ที่งานเลี้ยงนี่มันคือรังงูของคุณเองแท้ๆ"
ศิลาถอนหายใจยาวด้วยความจนปัญญา เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวจนแผ่นหลังของผมชนเข้ากับเสาหินอ่อนด้านหลัง ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นอายบุหรี่จางๆ และน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะเข้าที่ปลายจมูก จนหัวใจของผมเต้นผิดจังหวะ
"ฉันแคร์แค่เธอคนเดียว..." ศิลาพกระซิบเสียงต่ำชิดริมฝีปาก "ถ้าเธอเป็นอะไรไป... ฉันคงไม่รู้ว่าจะลากศพตัวเองไปอยู่ตรงไหนเหมือนกัน"
คำพูดที่จริงจังเกินกว่าจะคาดคิดทำให้ผมชะงักค้าง ดวงตาของเราสบกันนิ่งในระยะประชิด เคมีที่ร้อนแรงและอันตรายแผ่ซ่านอยู่รอบตัวจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและชวนให้ใจสั่นระทึกนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงประตูด้านหลังห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ในมือของเขากำวัตถุบางอย่างที่ทำให้ศิลาถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
"ขอโทษที่ขัดจังหวะความหวานนะครับ... แต่ท่านประธานศิลาครับ ตำรวจมาถึงหน้าคฤหาสน์แล้ว พร้อมกับหมายค้นในข้อหาฆาตกรรมอำพรางที่คุณเป็นคนก่อ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดระทึกใจในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
กับดักลวงบ่วงสวาทของคุณชายผู้มีรอยแผล•ตอนที่ 29
คำสั่งฆ่า
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักลวงบ่วงสวาทของคุณชายผู้มีรอยแผล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!