ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 1

แขกที่ไม่ได้รับเชิญในบ้านร้าง

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
รอยขีดข่วนบนพื้นไม้ปาร์เกต์เนื้อสักทองไม่ได้บอกเล่าแค่ร่องรอยของการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ แต่มันคือบันทึกประวัติศาสตร์ของความพินาศ—บันทึกที่รินรดาลากผ่านมันด้วยส้นรองเท้าคัทชูหนังลูกวัวสีดำสนิท ทุกย่างก้าวของเธอมีความเงียบงันเป็นอาวุธ และมีกลิ่นอายของความตายจากอดีตคอยโอบประคอง คฤหาสน์ของธราธิปในยามนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากสุสานโบราณที่ยังมีลมหายใจ ฝุ่นละอองละเอียดลอยเคว้งคว้างต้องลำแสงสีเทาที่เล็ดลอดผ่านผ้าม่านกำมะหยี่หนาเตอะ กลิ่นอายของไม้เก่า น้ำยาเคลือบเงาวัตถุโบราณ และกลิ่นอฮอล์ฉุนกึกจากห้องทำงานส่วนตัวลอยอวลอยู่ในบรรยากาศจนน่าคลื่นไส้ มันเป็นกลิ่นเดียวกับค่ำคืนที่เธอกรีดร้องจนเสียงแหบแห้งในโรงพยาบาลเมื่อห้าปีก่อน—ค่ำคืนที่เขาเลือกจะเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์มรดกชิ้นสุดท้าย แทนที่จะแม้แต่จะชายตามองร่างไร้ลมหายใจของลูกที่เพิ่งคลอดออกมาแล้วจากไป "คุณมาช้าไปสามนาที" เสียงทุ้มต่ำที่แหบแห้งราวกระดาษทรายถูกบดขยี้ดังขึ้นจากมุมมืดของโถงบันไดวน รินรดาไม่ต้องหันไปมองเธอก็รู้ว่าเป็นใคร—ธราธิป อดีตสามีผู้เคยประกาศกร้าวว่าเธอเป็นเพียง 'ส่วนเกินราคาถูก' ในชีวิตของเขา เธอยังคงยืนนิ่ง มือเรียวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวกำลังบรรจงสำรวจรอยแตกร้าวบนแจกันกระเบื้องเคลือบสมัยราชวงศ์หมิงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นหินอ่อน ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปสบตาเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่ากลัว "ดิฉันเป็นภัณฑารักษ์ค่ะคุณธราธิป ไม่ใช่ทาสรับใช้ในเรือนเบี้ยที่จะต้องวิ่งกระหืดกระหอบมาตามเสียงเรียกของคุณ... และถ้าดิฉันจำไม่ผิด สัญญาจ้างระบุไว้ชัดเจนว่า ดิฉันมีเวลาตรวจสอบความเสียหายของคลังสมบัติชุดนี้สามสัปดาห์เต็ม ไม่ใช่การมารายงานตัวเพื่อรับคำสั่งจากคนป่วยโรคประสาท" คำพูดที่เจือด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่คมกริบราวกรรไกรตัดกระดาษทำให้ร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงราวบันไดชะงักไป ธราธิปในยามนี้ผอมโซจนโครงหน้าชัดเจน ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจ บัดนี้กลับมีรอยคล้ำลึกโหลจากการอดนอน และฉายแววหวาดระแวงราวกับคนใกล้เสียสติ เขากวาดสายตามองผู้หญิงตรงหน้า—ผู้หญิงที่เคยร้องไห้อ้อนวอนเกาะขาเขาในชุดคนไข้เปื้อนเลือด แต่วันนี้เธอกลับยืนอยู่ตรงนี้ด้วยชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม ท่าทางสง่างาม เย็นชา และทรงพลังจนเขารู้สึกหายใจไม่อิ่ม "เธอเปลี่ยนไป..." ธราธิปพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า ดวงตาคู่นั้นจ้องมองร่องรอยบนใบหน้าของเธอราวกับพยายามค้นหาเงาของอดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียบย่ำ "แววตานั่น... มันไม่มีเงาของความอ่อนแอเหลืออยู่เลย" "ความอ่อนแอเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยค่ะ และดิฉันก็ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อหามมันมาใช้อีกแล้ว" รินรดายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา มันเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและเสียดแทงหัวใจคนมองยิ่งกว่ามีดกรีด "พาฉันไปที่ห้องเก็บวัตถุโบราณชิ้นเอกได้แล้วค่ะ ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนที่มีความจำสั้นจนลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้บ้าง" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ธราธิปขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความโกรธเกรี้ยวพยายามตีตื้นขึ้นมาแต่มันถูกกดทับด้วยความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินขั้วหัวใจมาตลอดห้าปีเต็ม เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจรดต้นคอเธอด้วยซ้ำ แต่การได้เห็นเธอมายืนอยู่ตรงนี้ ในบ้านหลังนี้ ในฐานะคนนอกที่เข้ามาตรวจสอบความพินาศที่เขาเป็นคนสร้าง มันช่างเป็นการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย "ตามมาสิ" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะหันหลังเดินนำไปยังทางเดินปีกตะวันตกของคฤหาสน์ ทุกย่างก้าวที่เดินตามแผ่นหลังกว้างที่ดูทรุดโทรมลงไปถนัดตา รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความทรงจำสีเลือดค่อยๆ ไหลย้อนกลับมา ราวกับภาพยนตร์ซ้ำซากที่ฉายวนในหัว ห้าปีที่เธอต้องเผชิญกับความมืดมน ลำพังความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกชายตัวน้อยไปพร้อมๆ กับการถูกสามีที่หมดรักเขี่ยทิ้งราวกับสิ่งของชำรุด มันหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นเหล็กกล้าที่ผ่านการชุบในกองไฟแห่งความแค้น วันนี้เธอกลับมาแล้ว... กลับมาเพื่อทวงคืนทุกอย่าง และเพื่อดูว่าคนใจร้ายคนนี้จะพังทลายลงอย่างไรเมื่อความจริงบางอย่างถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ประตูไม้สักบานใหญ่ที่นำไปสู่ห้องนิรภัยใต้ดินถูกเปิดออก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเฉพาะตัวของวัตถุโบราณอายุหลายร้อยปีโชยปะทะจมูก ธราธิปเอื้อมมือไปกดรหัสผ่านด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย—อาการสั่นที่เกิดจากภาพหลอนและอาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรังที่เขาต้องเผชิญทุกครั้งยามวิกาล เมื่อประตูเหล็กกล้าเปิดออก แสงไฟนีออนสีนวลก็สว่างขึ้น เผยให้เห็นชั้นวางวัตถุโบราณมากมาย แต่สายตาของรินรดากลับไม่ได้หยุดอยู่ที่แจกันราคาแพงหรือรูปปั้นสำริดเหล่านั้น เธอกวาดตามองไปรอบห้องก่อนจะหยุดนิ่งที่โต๊ะทำงานไม้โบราณกลางห้อง บนนั้นมีกรอบรูปคว่ำหน้าอยู่กรอบหนึ่ง—กรอบรูปที่เธอมั่นใจว่ามันไม่เคยอยู่ที่นี่เมื่อตอนที่เธอจัดทำบัญชีทรัพย์สินเมื่อหลายปีก่อน "นั่นอะไรคะ?" รินรดาส่ำเสียงถาม พรางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้นทีละน้อย ธราธิปหน้าซีดเผือดทันทีที่เห็นเธอมุ่งตรงไปยังกรอบรูปนั้น เขารีบพุ่งเข้าไปคว้ามันด้วยความลนลานจนมือปัดถูกแจกันเซรามิกใกล้มือร่วงตกลงมาแตกกระจายเสียงดังสนั่น *เพล้ง!* เศษกระเซ็นกระสายเต็มพื้น แต่ธราธิปไม่สนใจ เขายื้อแย่งกรอบรูปนั้นไว้ในอ้อมแขน หอบหายใจถี่กระชั้นราวกับคนขาดอากาศ หน้าผากชื้นด้วยเหงื่อกาฬ "อย่า... อย่าแตะต้องมัน!" เขาคำรามเสียงสั่น เท้าก้าวถอยหลังจนสะดุดขอบพรม รินรดานิ่งงัน มองท่าทีตื่นตระหนกราวกับคนเสียสติของอดีตสามีด้วยแววตาเยียบเย็น เธอไม่ได้ก้าวเข้าไปแย่งชิง แต่สายตาคมกริบคู่นั้นกลับจ้องมองทะลุผ่านนิ้วมือที่สั่นเทาของเขา ซึ่งกำลังพยายามปิดบังรอยแหว่งของรูปถ่ายที่โผล่อ้นออกมาจากมุมกรอบ ชั่วพริบตานั้น... ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านช่องระบายอากาศใต้ดินเข้ามา พร้อมกับเสียงกุกกักเบาๆ จากประตูห้องเก็บของด้านในสุดที่ควรจะถูกล็อกสนิท ธราธิปเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นพับจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาของเขาไม่ได้มองที่รินรดาสักนิด แต่กลับจ้องเขม็งไปที่ความมืดมิดหลังประตูบานนั้น ร่างกายของเขาสั่นระริกราวกับเห็นผีสาง และก่อนที่รินรดจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงเล็กใสราวกับระฆังแก้วก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาจากมุมอับของห้องนิรภัย—เสียงที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่ววินาที *"คุณพ่อฮะ... ทำไมคุณแม่ถึงร้องไห้ล่ะฮะ?"* รินรดาหันขวับไปตามเสียงนั้นทันที ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อภาพเบื้องหน้าปรากฏเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสี่ขวบเศษ ในชุดนอนสีขาวสะอาดตา กำลังยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ท่ามกลางความมืด และที่สำคัญที่สุด... โครงหน้า ดวงตา และรอยยิ้มของเด็กชายคนนั้น ถอดแบบมาจากกระจกเงาของธราธิปและตัวเธอเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน! ด้วยความขอบคุณจากใจจริงค่ะ - กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%