ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 2

วัตถุโบราณที่ส่งเสียงได้

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
ความมืดในห้องโถงกว้างของคฤหาสน์โบราณไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความจริงที่กำลังกัดกินหัวใจของรินรดาในวินาทีนี้ ลมหายใจของเธติดขัดอยู่ที่ลำคอ ภาพเด็กชายตัวน้อยในชุดนอนสีขาวที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ภาพหลอนจากความเหนื่อยอ่อน แต่มันคือเงาสะท้อนของสิ่งที่เธอพยายามฝังกลบไว้ใต้หลุมศพแห่งกาลเวลามานานถึงห้าปีเต็ม ดวงตากลมโตคู่นั้น จมูกโด่งรั้นที่ถอดแบบมาจากธราธิปราวกับพิมพ์เดียวกัน และรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากซึ่งมีเพียงเธอกับเขาเท่านั้นที่รู้ว่ามันคือเอกลักษณ์ประจำตระกูล—ทุกอย่างกำลังกรีดแทงรินรดาให้แหลกสลายลงไปทีละนิ้ว "หนู... หนูชื่ออะไรคะคนเก่ง" รินรดากลั้นใจเอ่ยถาม เสียงของเธอสั่นพร่าจนแทบไม่เป็นภาษา ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงหัวใจ เธอทรุดกายลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมหนานุ่ม เพื่อให้ระดับสายตาอยู่ในระนาบเดียวกับเด็กน้อย เด็กชายไม่ได้ตอบคำถาม เขายกนิ้วขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เงียบ ก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งหายเข้าไปในความมืดสลัวของโถงทางเดินที่ทอดยาวไปสู่ห้องใต้ดิน—ห้องที่ธราธิปเคยยื่นคำขาดว่าห้ามใครก้าวล่วงเด็ดขาด "เดี๋ยวก่อนค่ะ! ลูก..." รินรดาหลุดปากเรียกคำนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว ความเป็นแม่ที่ถูกพรากไปอย่างไร้ความปรานีเมื่ออดีตกรีดร้องอยู่ในอก เธอดีดตัวลุกขึ้นแล้วสาวเท้าติดตามเงาร่างเล็กๆ นั้นไปทันที โดยไม่สนว่าเบื้องหน้าจะเป็นขุมนรกหรือภาพลวงตา กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนอยู่ในอากาศบอกให้รู้ว่าเธอก้าวเข้ามาถึง "ห้องใต้ดิน" ของคฤหาสน์หลังนี้แล้ว ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกเปิดแง้มไว้ราวกับมีใครจงใจรอต้อนรับ แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟดวงเดียวที่กะพริบติดๆ ดับๆ เผยให้เห็นชั้นวางวัตถุโบราณระรานตา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของรินรดาไม่ใช่เครื่องเรือนราคาแพงหรือสมบัติล้ำค่า หากแต่เป็นกล่องไม้แกะสลักขนาดกลางที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานกลางห้อง เด็กชายคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเป็นเพียงควันจางๆ แต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือกล่องไม้ใบนั้น... และเสียงบางอย่างที่เล็ดลอดออกมาจากข้างใน *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะเบาๆ จากด้านในกล่อง ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามขุดคุ้ยตัวเองขึ้นมาจากความตาย รินรดากลั้นหายใจ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ด้วยฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ความหวาดกลัวและความอยากรู้อยากเห็นตีรวนกันจนแยกไม่ออก เธอยื่นมือสั่นเทาออกไปสัมผัสกับฝากล่องไม้สลักลายกุหลาบ—ลายเดียวกับแหวนแต่งงานที่เธอเคยปาใส่หน้าธราธิปในวันที่เธอเดินออกจากชีวิตเขามาอย่างไร้เยื่อใย ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนเนื้อไม้ ความทรงจำที่เธอพยายามลบเลือนก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก *ภาพของห้องคลอดที่เย็นเฉียบ... เสียงร้องไห้ของเด็กทารกที่ถูกพรากไปจากอกทันทีโดยคำสั่งของแม่สามี... เสียงพูดอย่างไร้เยื่อใยของธราธิปในวันที่เธอนอนป่วยเจียนตายว่า "เราจบกันแค่นี้เถอะริน ความสัมพันธ์ที่ไม่มีอนาคต มันเสียเวลาชีวิตผม"* น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบฝากล่อง ความเจ็บปวดแสนสาหัสแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอออกแรงผลักฝากล่องไม้นั้นให้เปิดออกด้วยความฮึกเหิม ภายในกล่องไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันบรรจุสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่ขยี้หัวใจเธอจนแหลกละเอียด—เสื้อผ้าเด็กอ่อนสีขาวเปื้อนคราบน้ำตา, กำไลข้อมือเงินสลักชื่อเด็กชายที่แพทย์บอกเธอว่า "เด็กเสียชีวิตตั้งแต่แรกคลอด", และสมุดบันทึกเล่มหนาที่ลายมือคุ้นตาเขียนบันทึกไว้ทุกหน้าด้วยความรู้สึกผิด รินรดามือสั่นเทาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดอ่าน ดวงตากวาดมองตัวหนังสือที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท *‘วันที่เธอก้าวออกจากบ้านหลังนี้ ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมได้ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือของตัวเอง... ริน ผมขอโทษ’* เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นบริเวณบันไดทางลงห้องใต้ดินทำให้รินรดาต้องสะดุ้งสุดตัว เธอนิ่งค้างอยู่ในความมืด ร่างสูงใหญ่ของธราธิปปรากฏขึ้นที่กรอบประตู สีหน้าของเขาซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ราวกับคนที่เพิ่งเห็นผีสาง "รินรดา... คุณ... คุณเข้ามาทำอะไรในนี้!" เสียงของธราธิปสั่นระรัว เขาพยายามก้าวเข้ามาหาเธอ แต่รินรดากลับถอยหลังหนึ่งก้าว แววตาที่มองอดีตสามีในตอนนี้ไม่ได้มีความรักหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเย็นชาและเกลียดชังที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด "ฉันควรจะถามคุณมากกว่าค่ะธราธิป..." รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบื้องหน้า น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่ไม่มีทางไหลลงมาให้เขาเห็นความอ่อนแออีกเด็ดขาด เธอชูสมุดบันทึกในมือขึ้น "ลูกของเรา... เขาอยู่ที่ไหน? และเด็กผู้ชายที่วิ่งเข้ามาในนี้เมื่อกี้... เขาคือใครกันแน่!" ธราธิปหน้าถอดสี ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับความลับดำมืดที่สุดในชีวิตกำลังถูกกระชากออกมากลางแสงแดด ริมฝีปากของเขาขยับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าเล็กๆ คู่เดิมก็ดังขึ้นอีกครั้งจากมุมมืดหลังชั้นวางหนังสือ... แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงเดินธรรมดา มันคือเสียงหัวเราะคิกคักที่ชวนขนหัวลุก และตามมาด้วยเสียงกระซิบที่ข้างหูของธราธิปและรินรดาพร้อมๆ กัน *“ปะป๋า... หม่าม้า... ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ”* รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเธอก้มลงมองที่พื้น เงาสสะท้อนของเธอกับธราธิปในกระจกเงาบานใหญ่ข้างฝาไม่ได้มีแค่เงาของคนสองคน... แต่มีเงาเล็กๆ อีกสามเงากำลังยืนกอดขาพวกเขาไว้อย่างแนบแน่น! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%