คุณหนูครับ... อย่าท้าทายผีเฝ้าบ้าน•ตอนที่ 36

คำสารภาพสุดท้าย

ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
เศษเสี้ยวแสงสีครามจากพลังงานวิญญาณที่เคยแผ่ซ่านอยู่ทั่วอาณาบริเวณคฤหาสน์หลังใหญ่ บัดนี้กำลังร่วงหล่นราวกับละอองดาวที่ใกล้ดับสูญ ธันวาก้าวเท้าไม่ออก หัวใจของหนุ่มสู้ชีวิตผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้โชคชะตาหน้าไหน กลับเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ความเย็นเยียบไม่ได้มาจากอากาศรอบกาย แต่มาจากความจริงที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจทีละน้อย—ร่างสูงโปร่งของคุณธีร์ วิญญาณปากเสีย ซึนเดเระ และขี้หึงเป็นที่หนึ่ง กำลังโปร่งแสงลงทุกที ขอบเขตโครงร่างของชายหนุ่มเริ่มเลือนหายไปกับความว่างเปล่า "มองอะไรนักหนาธันวา หน้าผมมีรอยเปื้อนหรือไง ถึงได้ยืนทำหน้าโง่เป็นหุ่นยนต์แบบนั้น" น้ำเสียงนั้น... น้ำเสียงที่มักจะกวนประสาท แขวะเขาเรื่องเงินเดือน และคอยบ่นกระปอดกระแปดอยู่เสมอ บัดนี้กลับแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบจากสายลม ปลายประโยคมีรอยยิ้มมุมปากฝืนๆ ที่พยายามส่งมาให้ ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย "คุณธีร์..." ธันวาเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น ลำคอตีบตันจนเจ็บแปลบ ขอบตาร้อนผ่าวอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานหลายปี มือเรียวที่เคยคว้าจับอากาศว่างเปล่ายื่นออกไปสั่นเทา "หยุดพูดจาแย่ๆ สักทีเถอะน่า... ร่างคุณ... มัน..." "รู้ตัวสิครับ ผมไม่ใช่คนสะเพร่าขนาดไม่รู้ว่าสภาพตัวเองตอนนี้เป็นยังไง" คุณธีร์ขัดขึ้นเบาๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองมือสั่นๆ ของธันวา ก่อนที่ร่างโปร่งแสงจะขยับเข้ามาใกล้ รวดเร็วราวกับภาพตัดต่อ จนแทบจะซ้อนทับกับร่างของธันวา แม้จะรู้ดีว่าสัมผัสในยามนี้คงเหลือเพียงความเย็นยะเยือก แต่ธันวากลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางเบาที่ประทับลงบนหัวใจ ชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ยกมือขึ้นช้าๆ ปลายเรียวนิ้วโปร่งใสแทบจะทะลุผ่านแก้มเนียนของธันวาไป แต่คุณธีร์ก็ยังคงจงใจค้างมือไว้เช่นนั้น ราวกับต้องการซึมซับความอบอุ่นสุดท้ายจากมนุษย์คนเดียวที่ทำให้วิญญาณดวงนี้อยากจะผูกพันกับโลกมนุษย์อีกครั้ง "จำสัญญาที่เราเคยตกลงกันไว้ไม่ได้หรือครับ คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าต่อให้ผมเป็นผี คุณก็จะไม่ยอมให้ผมไปไหนง่ายๆ" คุณธีร์ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ปราศจากความเย่อหยิ่งทระนงตนอย่างเคย มีเพียงความอ่อนโยนที่เปราะบางจนน่าใจหาย "ผมพูด... ผมเคยพูดที่ไหนกัน!" ธันวาเถียงเสียงสั่น น้ำใสๆ รื้นขึ้นที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ ความปากแข็งที่เคยเป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา "คุณอยากไปไหนก็ไปสิ! ผีบ้าอะไร เอาแต่ใจตัวเองเป็นบ้า! ใครใช้ให้คุณมาทำหน้าแบบนี้... ใครใช้ให้คุณมาทำดีด้วยเล่า!" "นั่นสินะครับ..." คุณธีร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นพร่าเลือนลงทุกที พร้อมกับแขนข้างหนึ่งของร่างวิญญาณที่เริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีเงินลอยเค្វ้งในอากาศ "ผมคงเป็นผีที่นิสัยไม่ดีเอาเสียเลย... ทั้งดุ ทั้งปากร้าย แถมยังชอบหึงหวงคุณกับพวกผู้ชายพวกนั้นอย่างไร้เหตุผล" "รู้ตัวก็ดี..." ธันวากลืนก้อนสะอื้นลงคอ มือทั้งสองข้างพยายามคว้าจับข้อมือของคุณธีร์ไว้ แม้ปลายนิ้วจะสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าและความเย็นเยียบ แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะกุมมันไว้แน่น "รู้ตัวแล้วก็... อยู่ต่อสี่สิครับ อยู่ด่าผม อยู่ใช้หนี้ผม อยู่กวนประสาทผมไปนานๆ สิ... ฮวะ... ฮือ... คุณจะรีบไปไหนเล่า!" ในที่สุด น้ำตาก็ไหลพรูออกมาจากดวงตาคู่สวย ธันวาไม่เคยคิดเลยว่าการสูญเสียวิญญาณปากเสียตนนี้จะทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดเจียนตายได้มากขนาดนี้ ความรู้สึกอัดอั้นตันใจระเบิดออกมาเป็นเสียงสะอื้นฮัก หนุ่มสู้ชีวิตผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อความยากจน กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับความตายและการจากลาอย่างไม่ทันตั้งตัว คุณธีร์มองภาพนั้นด้วยแววตาไหวระริก ความเจ็บปวดฉายชัดบนใบหน้าคมคายที่ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความอาลัยอาวรณ์ที่ไม่อาจฝืนกฎเกณฑ์แห่งวัสงสารได้ ร่างกายช่วงล่างของเขาแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมแล้ว ละอองแสงสีเงินลอยวนรอบตัวราวกับฝูงหิ่งห้อยในคืนเดือนมืด ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจที่ไม่มีอยู่จริงเป่ารดข้างแก้มธันวาแผ่วเบา "ธันวา..." เสียงเรียกนั้นทุ้มนุ่มและจริงจังเสียจนธันวาต้องเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมโตแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มองลึกเข้าไปในดวงตาคมที่กำลังจะเลือนหาย "ครับ..." ธันวาขานรับเสียงสั่นเครือ หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคต่อมา **"ผมรักคุณนะครับ..."** คำสารภาพที่เรียบง่าย ทว่าทรงพลังและหนักหน่วงยิ่งกว่าสิ่งใดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงกว้าง "ผมรักคุณ... ธันวา ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้ จนถึงวินาทีสุดท้ายที่ผมยังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้... ผมไม่เคยเสียใจเลยสักนิดที่ได้มาเจอคุณ" "คุณธีร์..." ธันวาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง คำพูดมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอกถูกความจุกแน่นกลืนหายไปหมดสิ้น เขารู้ว่านี่คือคำสารภาพสุดท้าย รู้ว่าร่างตรงหน้ากำลังจะแตกสลายไปตลอดกาล "อย่าร้องไห้เลยครับ... คนปากร้ายอย่างผม ไม่อยากเห็นตาบวมๆ ของคุณหรอกนะ" คุณธีร์ยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ธันวาเคยเห็นมาในชีวิต "ขอบคุณนะครับ ที่เข้ามาปั่นป่วนโลกหลังความตายของผม... ลาก่อนครับที่รักของผม" สิ้นเสียงกระแวลมสุดท้าย ร่างโปร่งแสงทั้งหมดก็แตกกระจายออกเป็นละอองแสงนับล้านดวง พวยพุ่งขึ้นสู่เพดานคฤหาสน์ราวกับกลุ่มดาวที่ร่วงหล่นกลับคืนสู่ท้องฟ้า ทิ้งให้ธันวานั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า มือทั้งสองข้างยังคงกุมไขว้อยู่ในอากาศที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาของธันวาที่ดังสะท้อนก้องห้องโถงใหญ่อันเวิ้งว้าง ทว่า... ในวินาทีที่ความมืดมิดและความสิ้นหวังกลืนกินสติสัมปชัญญะของธันวาจนหมดสิ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดสนิทเบื้องหลัง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดัง "ก๊อก... ก๊อก..." ชัดเจน ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างจงใจ ธันวาชะงักกึก หยาดน้ำตาค้างเติ่งบนแพขนตา หัวใจที่ควรจะแตกสลายกลับกระตุกวูบด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด กลิ่นหอมคุ้นเคยของน้ำหอมกลิ่นจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับสัมผัสอุ่นร้อนที่ทาบทับลงบนไหล่สั่นเทาของเขาอย่างนุ่มนวล "ร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็นเด็กๆ ไปได้... ใครอนุญาตให้คุณร้องไห้ฟูมฟายลับหลังผมแบบนี้กันครับ ธันวา?" ธันวาเบิกตากว้าง หันขวับกลับไปมองต้นเสียงในความมืดทันที! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและฟินจิกหมอนมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ โดย "ประตูมิติที่แปด"
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ... อย่าท้าทายผีเฝ้าบ้าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%