กลิ่นไอโอดีนและฟอร์มาลีนในห้องผ่าศพยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวเท่ากับตัวเลขในบันทึกการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินที่วางอยู่บนโต๊ะสแตนเลส
ธันวาเขี่ยปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงบนกระดาษเอกสารลับสุดยอด แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องให้เห็นเงาโครงหน้าคมคายที่นิ่งสนิทราวกับรูปสลักหินอ่อน ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะกวาดมองตัวเลขรหัสคดีเมื่อห้าปีก่อน—คดีที่พ่อของเขาถูกตราหน้าว่าเป็นแพะรับบาปในคดีฆาตกรรมอำพราง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนในเวลานั้นได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ และปัจจุบัน... นายตำรวจท่านนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
"คุณกำลังเล่นกับไฟที่ร้อนเกินกว่าเสื้อกาวน์สีขาวของคุณจะทนไหว ธันวา"
ร.ต.อ. ศิลาเดินเข้ามาในห้องดับจิตโดยไร้เสียงฝีเท้า ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการไล่ล่าความจริงที่มักจบลงด้วยทางตันเสมอ มือหนาวางแฟ้มเอกสารอีกชุดลงกระแทกบนโต๊ะ เสียงนั้นดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบงัน
ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่หูจำเป็น เขายังคงจดจ้องตัวเลขรหัส 0897 ที่ปรากฏซ้ำซากในบันทึกการทำลายหลักฐาน
"ไฟไม่ได้มีไว้เผาผลาญทุกสิ่งเสมอไปหรอกครับผู้กอง... บางครั้งมันก็มีไว้เพื่อไล่ความมืดที่พวกคุณพยายามซุกซ่อนไว้ใต้พรม" เสียงนุ่มทุบทำลายความเงียบด้วยความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ "คุณรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว?"
ศิลาถอนหายใจยาว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแพทย์นิติเวชผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่ออำนาจใด "นานพอที่จะรู้ว่า ถ้าเราก้าวล้ำเส้นนี้ไปอีกเพียงก้าวเดียว... เราจะไม่ตายในฐานะตำรวจหรือหมอ แต่เราจะตายในฐานะ 'อุบัติเหตุ' ที่ไม่มีใครสนใจจะสืบสวน"
บทสนทนาหยุดชะงักลง ความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองก่อตัวขึ้นในอากาศราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่รอวันลัดวงจร ธันวาเป็นพวกที่เชื่อมั่นในตรรกะและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีวันโกหก ขณะที่ศิลากลับต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเน่าเฟะของระบบราชการที่เขาเคยศรัทธา
"วิทยาศาสตร์บอกผมว่า รอยนิ้วมือของฆาตกรถูกลบด้วยกรดไนตริกความเข้มข้นสูง ซึ่งมีแต่หน่วยงานพิเศษของรัฐเท่านั้นที่ครอบครอง" ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายผอมเกร็งภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน "และระบบราชการของคุณก็บอกผมทางอ้อมว่า มีคำสั่งลับจากเบื้องบนให้ยุติการชันสูตรพลิกศพในคดีของพ่อผม... คนที่สั่งการในวันนั้น กับคนที่กำลังพยายามปิดปากเราในวันนี้ คือคนๆ เดียวกันใช่ไหมครับ"
ศิลาเงียบไปครู่ใหญ่ เขาส1บตากับธันวาอย่างไม่มีใครยอมใคร รอยยิ้มขมขื่นผุดขึ้นที่มุมปากของนายตำรวจหนุ่ม
"คุณฉลาดเกินไป ธันวา... และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องมาคอยระวังหลังให้คุณ ไม่ใช่เพราะผมกลัวอำนาจมืดเหล่านั้น แต่เพราะผมไม่อยากเห็นใครต้องมาตายเพราะความจริงอีกแล้ว" ศิลาเอื้อมมือไปแตะสันแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ "นายพลกร The Ghost—นั่นคือฉายาที่พวกวงในเรียกเขา ตำรวจระดับสูงผู้คุมกำลังพลครึ่งประเทศ และเป็นเจ้าของรอยนิ้วมือไร้ร่องรอยที่คุณกำลังตามหา"
ธันวาหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มไหววูบด้วยเพลิงแค้นที่ถูกเก็บกดไว้ในวัยเด็ก ภาพของพ่อที่ถูกใส่ร้ายจนตรอมใจตายย้อนกลับมาฉายชัดในหัวสมอง แต่นิติเวชหนุ่มยังคงควบคุมสีหน้าได้อย่างแนบเนียน
"น่าสนใจมากครับ..." ธันวาหยิบถุงมือยางมาสวมใส่ช้าๆ "แสดงว่าศพที่เราเพิ่งผ่าไปเมื่อช่วงหัวค่ำ ไม่ใช่เหยื่อของการฆาตกรรมชิงทรัพย์ธรรมดาอย่างที่กรมตำรวจแถลงข่าว แต่เป็น... การส่งสารเตือนภัยจากท่านนายพลคนนั้น"
"ถูกต้อง" ศิลายอมรับเสียงเครียด "และหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะมัดตัวเขาได้ถูกเก็บไว้ในเซฟบ้านพักของสารวัตรเดชา คนสนิทของนายพลที่เพิ่งถูกฆ่าตัดตอนไปเมื่อวานนี้"
ทั้งสองคนสบตากันด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายแผนการใดๆ เพิ่มเติม ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า หากแต่มันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ธันวาปลดเสื้อกาวน์สีขาวออก เผยให้เห็นเสื้อเชิร์ตสีเข้มด้านใน เขาหยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์คู่ใจขึ้นมา พร้อมกับปืนพกขนาด 9 มม. ที่ศิลานำมาวางไว้ให้บนโต๊ะ—เป็นครั้งแรกที่แพทย์นิติเวชผู้ยึดมั่นในมีดผ่าศพ จำเป็นต้องหยิบอาวุธเพื่อทวงคืนความยุติธรรม
"ถ้าเราไปที่บ้านพักของสารวัตรเดชาตอนนี้ เราจะมีเวลาแค่สิบนาทีก่อนที่หน่วยรบพิเศษจะไปถึง" ศิลาพูดพร้อมกับดึงสไลด์ปืนพกของตนเองเพื่อเช็คความพร้อม "คุณแน่ใจนะว่าจะไปกับผม?"
"ผมไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อนในชีวิตครับผู้กอง" ธันวายิ้มเยือกเย็น รอยยิ้มที่ทำให้ศิลารู้สึกได้ทันทีว่า ฆาตกรที่แท้จริงอาจไม่ใช่คนที่ถือมีด แต่คือความมืดในใจของคนที่กำลังจะเดินออกไปล่าความจริง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังแว่วมาจากทางเดินด้านนอกห้องดับจิต เสียงกุญแจกระทบกันในความมืด และตามด้วยเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่เป็นสัญญานเตือนภัยอันตราย
ศิลาชักปืนขึ้นเล็งไปที่ประตูทันที ขณะที่ธันวาก้าวถอยหลังไปชิดตู้เก็บศพสแตนเลส มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบ scalpel (มีดผ่าศพ) เล่มคมกริบขึ้นมาถือไว้มั่น
ประตูกลางห้องเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของทางเดิน ไร้เสียงพูดคุย มีเพียงกลิ่นอายของความตายที่ลอยอบอวลเข้ามาแทนที่ออกซิเจนในห้อง
แสงไฟฉายจากร่างปริศนากระทบเข้ากับป้ายชื่อบนอกเสื้อ—และสิ่งของที่เขากำลังถืออยู่ในมือข้างขวา
มันคือแฟ้มคดีลับที่ควรจะอยู่ในเซฟของสารวัตรเดชา... และหยดเลือดสดๆ ที่หยดลงบนพื้นกระเบื้อง ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า มีใครบางคนก้าวล้ำนำหน้าพวกเขาก้าวหนึ่งเสมอ
"พวกคุณมาช้าไปหน่อยนะครับ..." เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังลอดออกมาจากความมืด พร้อมกับร่างนั้นที่ก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาในแสงไฟ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคมมีดแห่งตรรกะนี้ไปด้วยกันนะครับ — พยานปากเอก
นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ•ตอนที่ 12
พันธนาการแห่งความเงียบ
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!