กลิ่นอายความตายไม่ได้หอมหวานเหมือนดอกไม้พิษในวรรณกรรม แต่มันมีกลิ่นเฉพาะตัว... กลิ่นของโปรตีนที่กำลังเน่าสลายผสมผสานกับน้ำยาฟอร์มาลีนเจือจาง และที่เด่นชัดที่สุดในค่ำคืนนี้คือ กลิ่นอายของความจงใจ
"คุณหมอธันวาครับ... รอยกรีดนั่นไม่ใช่ฝีมือของคนสติไม่ดีแน่"
เสียงทุ้มต่ำของ ร.ต.อ. ศิลา ดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องเก็บศพชั่วคราว ณ สถานที่เกิดเหตุ—โกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องเชือดขนาดย่อม แสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนกะพริบไหวทุกครั้งที่กระแสไฟตก ทอดเงายาวน่ากลัวของนายตำรวจหนุ่มผู้กำลังขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นหว่างคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม
ธันวาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่หูทันที นิ้วสวมถุงมือยางสีขาวของเขายังคงบรรจงใช้คีมสเตนเลสปลายแหลม เขี่ยคราบของเหลวสีคล้ำบริเวณซอกเล็บของศพใหม่อย่างใจเย็น ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตานิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดหวั่น ราวกับสิ่งที่นอนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ร่างไร้วิญญาณของมนุษย์ แต่เป็นเพียงสมการทางคณิตศาสตร์ที่รอการพิสูจน์
"คุณกำลังใช้สัญชาตญาณนำหน้าหลักฐานอีกแล้วนะครับ ผู้กองศิลา" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับสายน้ำเย็นเฉียบที่ไหลผ่านแผ่นดินแล้ง "ฆาตกรไม่ได้ใส่ใจว่าเราจะรู้สึกอย่างไรกับศพ เขาสนใจแค่ว่า... เราจะถอดรหัสสิ่งที่เขาทิ้งไว้ได้ทันก่อนที่มันจะเน่าสลายไปหรือไม่ต่างหาก"
บนโต๊ะสแตนเลสเย็นเฉียบ ร่างของเหยื่อรายที่สองนอนสงบนิ่ง เธอเป็นหญิงสาวอายุราวๆ ยี่สิบปลายๆ สวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานบัญชี ทว่าสิ่งที่ทำให้ศพนี้แตกต่างจากรายแรกอย่างสิ้นเชิง และทำให้ทีมสืบสวนต้องขนหัวลุก คือความซับซ้อนของการจัดฉาก
หากรายแรกคือการฆ่าด้วยความโกรธเกรี้ยว... รายนี้คือ 'พิธีกรรม'
รอยกรีดบนผิวหนังไม่ได้สะเปะสะปะ แต่มันถูกบรรจงกรีดเป็นลวดลายเรขาคณิตซับซ้อน คล้ายกับสัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์โบราณที่ธันวาเคยเห็นในตำราแพทย์นิติเวชยุคกลาง รอบลำคอมีรอยฟกช้ำจากการรัดด้วยลวดสลิงเส้นเล็ก แต่ที่ประหลาดล้ำที่สุดคือ ดวงตาทั้งสองข้างของเหยื่อถูกเย็บปิดด้วยด้ายไหมสีดำสนิทอย่างไร้รอยต่อ และในปากของเธอกลับมี... ดอกกุหลาบสีดำที่ถูกย้อมด้วยสารเคมีบางอย่างเสียบคาไว้
"ดูแผลนั่นสิครับคุณหมอ" ศิลาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น กลิ่นอายของบุหรี่จางๆ และความหงุดหงิดลอยมาจากตัวนายตำรวจ "มันไม่ใช่แค่การฆาตกรต่อเนื่องธรรมดา ฆาตกรรายนี้ต้องการส่งสารบางอย่าง... สารที่ท้าทายกฎหมายและเยาะเย้ยพวกเราทุกคน"
"ฆาตกรไม่ได้ส่งสารให้ตำรวจหรอกครับ ผู้กอง" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับนายตำรวจหนุ่ม แววตาคมกริบหลังเลนส์แว่นสะท้อนแสงไฟนีออนวาววับ "เขาไม่ได้สนใจว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะคิดอย่างไร เขากำลังสื่อสารกับ 'ใครบางคน' ที่มีความเข้าใจในงานนิติเวชระดับเดียวกับผมต่างหาก"
คำพูดนั้นทำให้ศิลาชะงักไป นายตำรวจหนุ่มหรี่ตามองแพทย์นิติเวชผู้เย็นชาอย่างพิจารณา ท่าทีที่นิ่งสนิทเกินมนุษย์ของธันวามักทำให้ศิลาอดคิดไม่ได้ว่า บางที... ชายคนนี้อาจจะเข้าใจจิตวิทยาของฆาตกรดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ ความเยือกเย็นนี้ไม่ใช่ความไร้ความรู้สึก แต่มันคือความคุ้นเคยกับความตายราวกับเป็นสหายสนิท
"คุณหมายความว่า..." ศิลาลดเสียงลง "ฆาตกรจงใจทิ้งโจทย์นี้ไว้ให้คุณหมอ?"
"ลองดูนี่สิครับ" ธันวาไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่ใช้คีมปลายแหลมชี้ไปยังรอยกรีดบริเวณหน้าอกของเหยื่อ "ถ้าเรามองผ่านๆ มันคือลวดลายเรขาคณิต แต่ถ้าคุณใช้แว่นขยายส่องดูมุมองศาของการกรีด... มันคือพิกัดทางภูมิศาสตร์"
ศิลารีบก้มลงมองตาม แสงไฟฉายกระเป๋าที่นายตำรวจส่องลงไปเผยให้เห็นตัวเลขละติจูดและลองจิจูดที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้รอยแผลที่ถูกเย็บปิดด้วยฝีเข็มแพทย์
"พิกัด..." ศิลาพึมพำด้วยความตกใจ "มันคือที่ไหน?"
"นั่นคือสิ่งที่เราต้องหาคำตอบก่อนฟ้าสางครับ" ธันวาถอดถุงมือยางออกช้าๆ โยนมันลงในถังขยะติดเชื้อด้วยท่าทีสุขุม ขณะที่หัวใจของเขากลับเต้นผิดจังหวะเล็กน้อยโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง พิกัดนี้... มันช่างคุ้นเคยอย่างประหลาด มันคือพิกัดเดียวกับพื้นที่รกร้างในคดีเก่าเมื่อยี่สิบปีก่อน คดีที่ทำลายชีวิตพ่อของเขาจนย่อยยับ
บรรยากาศภายในโกดังเริ่มเย็นเยียบลงอย่างไร้สาเหตุ เสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วดัง 'ติ๋ด... ติ๋ด...' เป็นจังหวะราวกับนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง ศิลากำมือแน่น ความรู้สึกอันตรายแผ่ซ่านไปทั่วผิวหนัง
"ผู้กองครับ..." เสียงของธันวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ศิลาน้อยครั้งนักจะได้ยินจากปากแพทย์นิติเวชผู้หยิ่งทะนงตน "เราไม่ได้กำลังล่าฆาตกรต่อเนื่องธรรมดาแล้ว... และดูเหมือนว่า เขาไม่ได้แค่อยากท้าทายเรา"
ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยปากถามอันใด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของรองเท้าหนังที่กระทบกับพื้นคอนกรีตเก่าๆ ก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของโกดัง—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงของตำรวจเสริมกำลังแน่ เพราะจังหวะการเดินนั้นมั่นคง เยือกเย็น และเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งราวกับเจ้าของบ้านที่กำลังเดินมาต้อนรับแขกผู้มาเยือน
ศิลาชักปืนพกออกจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันปากกระบอกปืนไปยังทิศทางของเสียงด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อน ขณะที่ธันวาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาสอดส่องไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นจากความมืดของเสาปูนซีเมนต์ ร่างนั้นสวมเสื้อโค้ทสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ใต้เงาหมวกปีกกว้าง แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของศิลาสะดุดกึก คือสิ่งที่บุคคลปริศนากำลังถืออยู่ในมือ
มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีดำเก่าคร่ำคร่า... สมุดบันทึกการชันสูตรพลิกศพของพ่อธันวาที่สูญหายไปในคืนวันที่เกิดโศกนาฏกรรมเมื่อสองทศวรรษก่อน!
"ยินดีต้อนรับสู่บทที่สองครับ... คุณหมอธันวา" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูกเสียดสีดังขึ้นจากเงาดำนั้น พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แย้มขึ้นช้าๆ ในความมืด "หวังว่าของขวัญชิ้นนี้ จะถูกใจคนที่กำลังตามหาความจริงนะครับ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - พยานปากเอก
นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ•ตอนที่ 6
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้รอยนิ้วมือ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!