“หากเจ้าเดินหมากตานี้ผิดเพียงก้าวเดียว ตระกูลหลินที่เหลืออยู่เพียงลมหายใจรวยริน ก็เตรียมตัวกลายเป็นปุ๋ยใต้ต้นไม้ในสุสานได้เลย”
เสียงทุ้มต่ำของบิดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องหนังสือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกจีนและธูปหอมราคาถูก หลินฟางเซียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าท่านพ่อ ดวงตาหงส์คู่งามไม่ได้สั่นไหวไปตามคำขู่ที่บาดลึกถึงกระดูก นางเพียงแค่ก้มมองกระดานหมากรุกไม้เก่าคร่ำคร่าตรงหน้า ก่อนจะขยับตัวหมากสีดำขึ้นไปปิดกั้นทางรอดของสีขาวอย่างเยือกเย็น
“ท่านพ่อเจ้าคะ... ในเมื่อหมากตัวนี้ถูกบีบให้ข้ามกำแพงวังไปแล้ว ต่อให้ข้าต้องเหยียบย่ำลงบนเศษแก้วเพื่อเดินต่อไป ข้าก็จะไม่มีวันทำพลาด”
น้ำเสียงของฟางเซียนราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แม้แต่ผู้เป็นบิดายังต้องหลบสายตา ความแค้นที่ถูกใส่ร้ายว่าตระกูลหลินยักยอกเสบียงหลวงเมื่อสามปีก่อน เป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดนางไว้กับภารกิจที่มิอาจหลีกเลี่ยง วันนี้ นางไม่ได้กำลังจะเข้าวังในฐานะสตรีผู้สูงศักดิ์ แต่นางกำลังก้าวเข้าสู่รังมังกรในฐานะสายลับที่ได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเป็นนางสนองพระโอษฐ์ข้างกายฮ่องเต้หนุ่ม ผู้ที่ถูก ‘อ๋องหนานเจี้ยน’ บดบังรัศมีจนแทบไม่เหลืออำนาจสั่งการ
ประตูรถม้าไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงเคลื่อนตัวผ่านเข้าสู่ประตูชั้นในของวังหลวง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วบริเวณ ผิวสัมผัสของกำแพงวังสีแดงชาดนั้นดูราวกับคราบเลือดที่แห้งกรัง ฟางเซียนนั่งตัวตรง มือบางประสานกันแน่นใต้แขนเสื้อชุดผ้าไหมสีเรียบ สายตาของนางกวาดมองไปรอบข้าง เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหวาดระแวง บรรยากาศในวังหลวงหาใช่ที่ประทับของโอรสสวรรค์ แต่มันคือสนามรบที่มองไม่เห็นกระสุน
เมื่อถึงตำหนักมังกรเร้นลับ ฟางเซียนถูกนำตัวเข้าพบฮ่องเต้จ้าวเฟยหลง ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ความกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ ฮ่องเต้หนุ่มประทับอยู่หลังกองฎีกาสูงท่วมหัว พระพักตร์ที่ควรจะสง่างามกลับหมองคล้ำด้วยความเหนื่อยล้า แต่เมื่อพระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีตวัดมามองนาง ความรู้สึกกดทับนั้นก็เปลี่ยนเป็นความฉงน
“เจ้าคือบุตรีตระกูลหลินงั้นหรือ?”
สุรเสียงนั้นแหบพร่าทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่พยายามแฝงเร้น จ้าวเฟยหลงวางพู่กันในมือลง จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลง “ข้าได้ยินมาว่าท่านพ่อของเจ้าเป็นขุนนางที่ซื่อตรงจนน่าเขลา... แล้วเหตุใดถึงส่งบุตรสาวผู้เฉลียวฉลาดมาเป็นเบี้ยในวังที่เต็มไปด้วยงูพิษเช่นนี้เล่า?”
ฟางเซียนย่อกายลงงดงามตามธรรมเนียม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรโดยไม่เกรงกลัว “ฝ่าบาทเพคะ ความฉลาดที่ไร้ที่พึ่งย่อมนำมาซึ่งภัย แต่ความซื่อตรงที่ไร้ทางออก ย่อมต้องพึ่งพาแสงสว่างจากพระองค์... ข้าไม่ได้มาเพื่อเป็นเบี้ยของใคร แต่ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกช่วงชิงไป”
จ้าวเฟยหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “ทวงคืนหรือ? เจ้าคิดว่าที่นี่คือตลาดสดที่เจ้าจะเดินเข้าไปหยิบฉวยของที่หายไปได้หรือไร อ๋องหนานเจี้ยนคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ กองทัพครึ่งหนึ่งอยู่ในกำมือเขา ข้าเป็นเพียงฮ่องเต้ที่รอวันถูกเชิดไปฆ่าทิ้ง... เจ้ามั่นใจหรือว่าอยากจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่กับข้า”
“หากฝ่าบาทไม่ทรงประสงค์จะให้ข้าอยู่ ข้าก็ขอเพียงได้รับอนุญาตให้ถวายรับใช้เบื้องพระพักตร์เป็นการแลกเปลี่ยนกับความลับที่อ๋องหนานเจี้ยนซ่อนไว้ในคลังแสงลับที่เขาใหญ่เพคะ”
คำพูดของฟางเซียนราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจฮ่องเต้ จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินลงมาจากแท่นประทับจนหยุดยืนตรงหน้าฟางเซียน กลิ่นหอมจางๆ จากวรกายของพระองค์ผสมผสานกับกลิ่นกำยานเย็นเยียบจนน่าขนลุก พระองค์โน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนฟางเซียนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่บีบคั้น
“เจ้ารู้เรื่องคลังแสงนั่นได้อย่างไร?”
“หากข้าบอกว่าท่านพ่อของข้าถูกใส่ร้ายก็เพราะไปรู้เห็นเรื่องนี้... ฝ่าบาทจะทรงเชื่อใจข้าได้มากเพียงใดเพคะ?”
ในจังหวะที่จ้าวเฟยหลงกำลังจะเอ่ยคำถามต่อ ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาต ร่างสูงใหญ่ของอ๋องหนานเจี้ยนก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าองอาจราวกับเป็นเจ้าของสถานที่นั้นอย่างแท้จริง สายตาคมปลาบของเขาจับจ้องมาที่ฟางเซียนทันทีที่เห็นนางยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้
“ถวายบังคมฝ่าบาท... หม่อมฉันเห็นว่ามีคนหน้าใหม่เข้ามาในเขตพระราชฐาน จึงอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่า เป็นใครกันที่ช่างกล้าอาจหาญถึงขนาดมาพบฝ่าบาทในช่วงเวลาที่ควรจะฝึกหัดงานในกรมวัง”
อ๋องหนานเจี้ยนยิ้มเย็นที่มุมปาก ก่อนจะหันมาทางฟางเซียน แล้วกล่าวด้วยเสียงที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง “เจ้าคงจะเป็นหลินฟางเซียนสินะ... บังเอิญจริงๆ ที่ข้ากำลังจะไปเยี่ยมเยียนท่านพ่อของเจ้าในคุกหลวงพอดี ดูเหมือนว่าเขาจะมีเรื่องอยากจะ ‘สารภาพ’ กับข้าเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ”
ฟางเซียนหัวใจเต้นรัวดั่งกลองรบ นางรู้ดีว่านี่คือการข่มขู่ แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น หากขยับตัวผิดเพียงกะพริบตาเดียว แผ่นดินที่กำลังกอบกู้ก็จะล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา ทว่าในวินาทีที่ความตึงเครียดถึงขีดสุด ฮ่องเต้จ้าวเฟยหลงกลับก้าวมายืนขวางหน้านางไว้ แล้วเอื้อมมือไปแตะไหล่ของนางเบาๆ ท่ามกลางสายตาอึ้งงันของอ๋องหนานเจี้ยน
“นางเป็นคนของข้า... ท่านอา อย่าได้เสียเวลาไปยุ่งกับขุนนางที่ไร้ค่าในคุกหลวงอีกเลย หากอยากจะได้ความลับเพิ่ม ก็จงมาถามจากปากข้าผู้นี้... ในยามที่สายไปเสียแล้ว”
มือที่แตะไหล่ของฟางเซียนนั้นสั่นเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความกลัว... มันคือความแค้นที่สั่งสมมานานปี ฟางเซียนรู้ทันทีว่า หมากกระดานนี้ไม่ได้ถูกเดินด้วยความสมัครใจอีกต่อไป แต่มันคือสงครามที่ไม่มีวันหวนกลับ
ขอบคุณที่มาร่วมเดินทางสู่การผจญภัยในวังหลวงไปพร้อมกับหลิวเยี่ยนซีนะคะ หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับก้าวย่างแรกของฟางเซียนในตอนถัดไปนะคะ
หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ•ตอนที่ 1
หมากกระดานแรกในวังหลวง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงบัลลังก์มังกรสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!