กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ที่คุกรุ่นอยู่ในเตาทองเหลืองรูปทรงสัตว์มงคล กำลังส่งกลิ่นหอมหวลระคนกลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของฉินมู่หลานมาเนิ่นนาน ราวกับวิญญาณของนางยังคงติดอยู่ในห้วงมหรรณพแห่งความทุกข์ทรมานอันหาทางออกไม่พบ
นิ้วเรียวบางภายใต้แขนเสื้อผ้าต่วนสีนวลปักลายกิ่งเหมยสีชาดจิกเกร็งเข้ากับเบาะรองนั่งปักลายหงส์ทองจนเนื้อผ้าแทบขาดวิ่น ความเจ็บปวดจากการถูกคมดาบตัดผ่านเส้นเอ็นที่ข้อแขนเมื่อครั้งก่อนสิ้นใจ ยังคงส่งความร้าวรานแล่นริ้วไปทั่วร่าง ทว่าสัมผัสที่อุ่นซ่านและจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังชัดเจนอยู่ในอกข้างซ้าย กลับเป็นเครื่องยืนยันอย่างเด่นชัดว่า... นางยังไม่ตาย
"คุณหนูเจ้าคะ ท่านตื่นแล้วหรือ? สีหน้าท่านดูไม่สู้ดีเลย มีไข้หรือเปล่าเจ้าคะ"
เสียงกระซิบอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับสัมผัสอ่อนโยนของผ้าชุบน้ำอุ่นที่บรรจงแต้มลงบนหน้าผากมน ฉินมู่หลานสะดุ้งสุดตัว ดวงตาหงส์คู่สวยที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยหยาดเลือดแห่งความแค้นเบิกกว้างขึ้นในทันที นางหันขวับไปมองต้นเสียง ภาพของเสี่ยวหลัน สาวใช้คนสนิทที่ควรจะสิ้นใจตายคาอกนางตั้งแต่วันที่กองโจรบุกเข้าเผาเรือนตระกูลฉินเมื่อชาติภพก่อน กำลังยืนถืออ่างล้างหน้าด้วยความกังวลระคนห่วงใย ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงใสกระจ่าง ปราศจากรอยแผลเป็นจากคมดาบที่พาดผ่านแก้มอย่างน่าสยดสยองในความทรงจำสีเลือด
ฉินมู่หลานกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนประจำตัวของนางในเรือนพฤกษาคราม ภาพทุกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง หน้าต่างบานแกะสลักลายดอกท้อเปิดรับแสงแดดยามสายที่สาดส่องกระทบกับฉากกั้นห้องลายปักหยกขาว แจกันกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามบรรจุดอกบัวหิมะที่ถูกส่งตรงมาจากแดนเหนือตั้งอยู่บนโต๊ะหนังสือไม้จันทน์หอม ตำราพิชัยสงครามสามราชวงศ์ที่นางเพิ่งคัดลอกเสร็จยังคงวางกางอยู่บนแท่นหมึก
นี่ไม่ใช่ยมโลก... และไม่ใช่ความฝันอันเลือนราง
"วันนี้... วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไรแล้ว เสี่ยวหลัน?" น้ำเสียงของฉินมู่หลานแหบพร่า เล็กน้อยราวกับคนเพิ่งฟื้นไข้ แต่นัยน์ตากลับคมกริบดุจใบมีดที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก
เสี่ยวหลันวางอ่างล้างหน้าลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มซื่อตามประสาเด็กสาววัยสิบหหกปี "คุณหนูเลอะเลือนไปแล้วกระมังเจ้าคะ วันนี้คือวันที่สิบห้า เดือนสาม ปีเจิ้งอันที่สิบสองไงเจ้าคะ อีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นก็จะถึงงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบหอบปีของท่านพ่อ และพวกเราต้องเตรียมตัวเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่จวนอัครเสนาบดีหลี่ด้วยนะเจ้าคะ"
*วันที่สิบห้า เดือนสาม ปีเจิ้งอันที่สิบสอง...*
หัวใจของฉินมู่หลานกระตุกวูบ ก่อนจะแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปถึงไขสันหลัง นี่คือช่วงเวลาก่อนที่ตระกูลฉินจะถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมอาวุธและแอบอ้างราชโองการ จนนำไปสู่การประหารเจ็ดชั่วโคตรในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง! แผนการชั่วช้าที่ถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างแยบยลโดยตระกูลหลี่และองค์ชายรอง เพื่อกวาดล้างมันสมองและเบื้องหลังอันแข็งแกร่งของกองทัพพิทักษ์ชายแดนตระกูลฉินให้สิ้นซาก
ในชาตินั้น นางโง่เขลา หลงเชื่อในคำหวานและภาพลวงตาแห่งความภักดี จนนำพาตระกูลไปสู่กองเพลิงแห่งความพินาศ แต่มหาเทพฟ้าดินคงเมตตา หรือความแค้นของนางมันหนักหนาสสาหัสเกินกว่าจะถูกกลบฝัง จึงทรงโปรดให้นางหวนคืนกลับมา... กลับมาในจุดเริ่มต้นที่ยังมีลมหายใจ และมีเวลาพอที่จะพลิกกระดานหมากนี้กลับมาเป็นฝ่ายกุมชะตา
"ดี..." รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอิ่มงาม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เสี่ยวหลันถึงกับขนลุกซู่โดยไร้สาเหตุ "ในเมื่อพวกมันอยากเห็นตระกูลฉินมอดไหม้ในกองเพลิง ข้าก็จะเผาผลาญราชสำนักเน่าเฟะนี้ให้ราบคาบเป็นจุลไปพร้อมกับพวกมันด้วยเช่นกัน"
ฉินมู่หลานก้าวลงจากเตียง สัมผัสความเย็นของพื้นไม้ที่ส่งผ่านฝ่าเท้าช่วยเรียกสติให้ตื่นตัวเต็มที่ นางสะบัดกายสวมชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน ประณีตงดงามตามแบบฉบับคุณหนูใหญ่ตระกูลสูงศักดิ์ ทว่ากิริยาท่าทางที่ก้าวเดินกลับสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจดุจพญาหงส์ที่กางปีกผยองเหนือเมฆหมอก นางไม่ใช่กุนซือหญิงผู้พ่ายแพ้ในอดีตอีกต่อไปแล้ว แต่นางคือผู้กำความลับแห่งอนาคตและคมดาบที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม
"เสี่ยวหลัน ไปเตรียมรถม้า ข้าจะไปที่หอสุราจันทราคารวะ"
"แต่คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งฟื้นไข้ ท่านพ่อกำชับว่าไม่อนุญาตให้ออกไปไหน..."
"ไปเตรียมเสียเถอะ" ฉินมู่หลานเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงเด็ดขาด จนสาวใช้ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคัดค้านต่อ นางเดินไปหยุดยืนอยู่หน้ากระจกสำริด บรรจงปิ่นหยกขาวลายดอกเหมยปักลงบนมวยผมสีดำสนิท สายตาจับจ้องเงาสะท้อนของตนเองในกระจก ร่องรอยความอ่อนต่อโลกในอดีตได้มลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้กุมกลยุทธ์ลึกล้ำและพร้อมจะเหยียบย่ำทุกศัตรูให้จมดิน
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องพัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่เงียบเชียบดั่งเงาพยัคฆ์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นทองที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง กลิ่นอายความเย็นชาและกลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยมาแตะจมูก
ฉินมู่หลานชะงักฝีเท้า นางหันกลับไปมองผู้มาเยือนอย่างรวดเร็ว
บุรุษผู้นั้นสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกปกปิดใบหน้าครึ่งบน ทว่าดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นกลับทรงพลังและเฉียบคมจนแทบจะทะลุทะลวงจิตใจของนางได้ ร่างสูงใหญ่ยืนขวางประตูกั้นทางออกไว้อย่างจงใจ ในมือเรียวยาวของเขาถือหีบไม้จันทน์แกะสลักลวดลายประหลาด ซึ่งนางจำมันได้แม่นยำ—มันคือหีบที่บรรจุรายชื่อสายลับในราชสำนักของ "ชินอ๋อง" เซียวเหยียนเจ๋อ ผู้กุมอำนาจกองกำลังลับอันน่าสะพรึงกลัว และเป็นบุรุษที่ผู้คนต่างขนานนามว่า "ยมทูตถือเข็มทิศสังหาร"
เซียวเหยียนเจ๋อมองนางนิ่งนาน มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่อ่านไม่ออก ขณะที่เขายื่นหีบไม้ในมือมาตรงหน้า และเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก
"คุณหนูใหญ่ฉิน... ยามวิกาลเช่นนี้ เจ้ายังมีความกล้าพอที่จะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับความตายอีกรอบกระนั้นหรือ? หรือว่า... เจ้าจำข้าได้ตั้งแต่ชาติก่อนแล้วล่ะ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและล้างแค้นไปพร้อมกับกุนซือหญิงของเรานะคะ น้อมรับทุกคอมเมนต์ด้วยใจค่ะ
กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร•ตอนที่ 1
หวนคืนจากกองเถ้าถ่าน
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ย้อนรอยเลือด กับท่านอ๋องผู้ถือเข็มทิศสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!