พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 10

เมื่อกำแพงเริ่มพัง

ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
รอยเปื้อนสีอะคริลิกสีน้ำเงินเข้มบนปลายนิ้วเรียวของรินรดา ไม่ได้ทำให้เธอดูซุ่มซ่ามในสายตาของอาคเนย์เหมือนทุกครั้ง ตรงกันข้าม... มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟ้องว่าหญิงสาวนั่งขุดคุ้ยเอกสารเก่าและร่างแบบแปลนโครงสร้างตึกประวัติศาสตร์ติดต่อกันมาสามสิบห ชั่วโมงโดยไม่แม้แต่จะลุกไปล้างมือ กองกระดาษไขที่เต็มไปด้วยรอยแก้ด้วยปากกาแดงวางเกลื่อนบนโต๊ะทำงานไม้สักทองในห้องสถาปนิก รินรดากัดริมฝีปากล่างเบาๆ ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววท้าทายและดื้อรั้น บัดนี้มีรอยคล้ำจางๆ ใต้ตาเนื่องจากการอดนอน แต่ประกายความมุ่งมั่นกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นจนน่ากลัว “ถ้าคุณยังดันทุรังจะใช้เสาปูนเปลือยรับน้ำหนักจุดนั้น อาคารจะพังลงมาทับคนงานเหมือนเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนแน่ คุณอาคเนย์” เสียงหวานใสที่มักใช้ฟาดฟันกับเขาด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนในทุกค่ำคืน กลับแหบพร่าลงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงนั้นจริงจังจนไม่มีช่องให้หยอกเย้า อาคเนย์ยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงไฟนีออนสีนวลจากภายนอกสาดกระทบโครงหน้าคมคายที่มักตีสีหน้าเย็นชาใส่โลกใบนี้ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างเพรียวบางที่กำลังงละล้าละลังอยู่หน้ากองเอกสาร ความรู้สึกบางอย่างกำลังตีรวนอยู่ในอก—ความรู้สึกที่เขาพยายามกดมันไว้ใต้ชั้นหินผาแห่งความรู้สึกผิดมาตลอดห้าปีเต็ม “คุณเอาเวลาไปพักผ่อนเถอะ รินรดา” อาคเนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่แฝงกระแสความห่วงใยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว “งานเอกสารบ้าๆ นี่ ปล่อยให้ทีมกฎหมายจัดการเอง ไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียนสารคดีอย่างคุณที่จะต้องมานั่งคำนวณค่าแรงดันลมหรือจุดรับน้ำหนักคานเหล็กพวกนี้” “หน้าที่เหรอคะ?” รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือความเหนื่อยล้าแต่น่าฟัง เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะต่างจากเขาพอสมควร แต่แววตาที่เงยขึ้นสบตากับเขาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย “ฉันไม่ได้ทำเพราะมันเป็นหน้าที่ค่ะ อาคเนย์... ฉันทำเพราะฉันไม่อยากเห็นสถาปนิกมือหนึ่งที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งต้องมาตายทั้งเป็น เพราะความรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ!” คำพูดนั้นราวกับใบมีดคมกริบที่กรีดทะลวงเข้าไปถึงใจกลางปมปัญหา อาคเนย์ชะงัก กรามคมขบเข้าหากันแน่นจนสันนูนขึ้นมา รังสีความเยือกเย็นแผ่ซ่านรอบตัวจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องในอดีตของผมบ้าง รินรดา” เสียงของเขาทุบต่ำลง อันตราย และเปี่ยมด้วยแรงกดดัน “อย่าทำเป็นรู้ดีในสิ่งที่มันฝังรากลึกอยู่ในความหายนะของคนอื่น คุณเป็นแค่นักเขียน... กลับไปเขียนนิยายรักกุ๊กกิ๊กแล้วเลิกยุ่งเรื่องโครงสร้างอาคารของผมซะ!” “ถ้าฉันไม่ยุ่งแล้วใครจะยุ่งกับคุณล่ะคะ?!” รินรดาตวาดกลับเสียงดังลั่น เธอก้าวเท้าเข้าประชิดตัวเขาอย่างไม่เกรงกลัว ปลายนิ้วที่เปื้อนสีชี้ตรงไปยังอกเสื้อเชิ้ตสีขาวของสถาปนิกหนุ่ม “คุณคิดว่าการทำตัวเป็นไอ้,บ้างาน เยชาชา และผลไสทุกคนออกไปจากชีวิต มันจะช่วยไถ่บาปให้คุณได้งั้นเหรอ? ตึกหลังนั้นมันถล่มเพราะความสะשלของบริษัทรับเหมา ไม่ใช่เพราะคุณ! แต่คุณเลือกที่จะแบกความผิดบาปนั้นไว้คนเดียวราวกับเป็นฆาตกร... อาคเนย์ คนโง่เง่าแบบคุณนี่มันน่าชกจริงๆ!” ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองทันทีที่คำพูดสุดท้ายหลุดจากปาก นัยน์ตากลมโตไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาคลอหน่วยจากความเหนื่อยล้าและอารมณ์ที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด อาคเนย์นิ่งค้างไปสนิท ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่สะท้อนภาพเงาของเขาเอง เขาเห็นความห่วงใย... ความจริงใจ... และความปรารถนาดีที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใดซ่อนอยู่ใต้ความปากจัดและท่าทางพยศเหล่านั้น กำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาป้องกันหัวใจตลอดห้าปี ถูกแรงกระแทกจากผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้สั่นคลอนจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ และมันกำลังจะพังทลายลงในไม่กี่อึดใจนี้ มือหนาที่เคยกำแน่นข้างลำตัวค่อยๆ คลายออก อาคเนย์ขยับเข้าไปใกล้ร่างบางโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นอายเฉพาะตัวของรินรดาโชยเข้าจมูกท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น “คุณ... ร้องไห้ทำไม” เสียงของเขาอ่อนลงอย่างผิดคาด ปลายนิ้วเรียวยื่นออกไปโดยสัญชาตญาณ หมายจะปัดปอยผมที่เคลียแก้มเนียนใสออกให้เบาๆ รินรดาชะงัก เธอกลั้นหายใจเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของสถาปนิกหนุ่มสัมผัสโดนผิวแก้มแผ่วเบา ความนุ่มนวลที่ไม่เคยได้รับจากผู้ชายคนนี้ทำให้หัวใจดวงน้อยกระหน่ำรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เคมีร้อนแรงที่เคยใช้ปะทะคารมกัน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย อาคเนย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้ม “รินรดา... ผม...” คำสารภาพที่ค้างคาอยู่ในลำคอถูกกลืนหายไป เมื่อจู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของเขาก็แผדเสียงแหลมสูงทำลายบรรยากาศโรแมนติกนั้นลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ อาคเนย์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขายังคงไม่ละสายตาจากริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยของหญิงสาว ทว่าก่อนที่เขาจะโน้มลงไปปิดระยะห่างที่เหลือเพียงน้อยนิด รินรดากลับเป็นฝ่ายได้สติ เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่างอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู “รับ... รับโทรศัพท์ก่อนเถอะค่ะ” เธอกล่าวเสียงตะกุกตะกัก หลบสายตาคมกริบที่มองมาอย่างเสียดาย อาคเนย์ถอนหายใจยาวอย่างหัวเสีย เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับด้วยใบหน้าบึ้งตึง แต่เพียงแค่เสียงปลายสายเอ่ยประโยคแรกออกมา ดวงตาคมคายก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ร่างสูงแข็งทื่อไปทันที “คุณอาคเนย์คะ แย่แล้วค่ะ! ตอนนี้ทางเทศบาลสั่งระงับการบูรณะตึกเก่า และมีคนพบรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ฐานรากฝั่งทิศตะวันออก กำลังจะพังลงมาแล้วค่ะ!” รินรดาเห็นสีหน้าซีดเผือดของชายหนุ่ม เธอก็หน้าถอดสีตามทันที อาคเนย์วางสายลงช้าๆ มือหนาสั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำอันเลวร้ายจากอดีตพวยพุ่งกลับเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำรอย เขามองหน้ารินรดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว “ไม่ได้การ... ผมต้องไปที่ไซต์งานเดี๋ยวนี้” อาคเนย์หันหลังจะคว้ากุญแจรถ “ฉันไปด้วย!” รินรดาคว้าข้อมือหนาไว้แน่น น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวไม่มีความลังเล “ถ้ามันจะพัง... เราต้องไปดูด้วยกัน!” อาคเนย์มองมือเรียวที่กุมข้อมือเขาไว้ ก่อนจะตวัดสายตากลับมาสบตากับดวงตาที่มั่นคงคู่นั้น ในวินาทีที่เขากำลังจะพยักหน้ารับ ประตูห้องทำงานไม้สักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในยามวิกาลนี้ก้าวเข้ามา... ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและหัวใจที่ซ่อนเร้นนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%