“คุณจะให้ฉันยืนบื้ออยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนคุณกับแฟนเก่าไปถึงเมื่อไหร่คะ คุณอาคเนย์?”
รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความประชดประชันอย่างร้ายกาจ เธอขยับแว่นสายตากรอบบางเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยจ้องมองสถาปนิกหนุ่มที่ยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน ไม่ใช่เพราะเขาตกหลุมรักแพรพลอย แต่เพราะความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะลดอุณหภูมิจนติดลบ
“ริน... อย่าเพิ่งประชดประชันในเวลานี้ได้ไหม” อาคเนย์ขยับปากตอบโดยไม่หันไปมองร่างระหงของอดีตคู่หมั้นที่เพิ่งก้าวเข้ามาขวางทางไปสู่สนามแข่งงานโปรเจกต์สำคัญที่เชียงใหม่
“เวลานี้คือเวลาทำงานครับ และเรามีตั๋วเครื่องบินที่ต้องรีบไปให้ทัน” รินรดาไม่รอฟังคำแก้ตัว เธอหมุนตัวหันหลังแล้วลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมพุ่งตรงไปที่ทางออก ทิ้งให้อาคเนย์ต้องรีบจัดการธุระของตัวเองให้จบลงเสียที
แพรพลอยก้าวเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ แววตาของเธอสั่นระริก “อาคเนย์... ทำไมต้องหนีหน้ากันขนาดนี้ เราไม่ได้เจอกันตั้งหลายเดือนนะคะ”
“คนเรามักจะหนีจากสิ่งที่ทำให้เสียเวลาชีวิตครับ แพร” อาคเนย์ตอบเสียงเรียบเย็น นัยน์ตาของเขามีเพียงความว่างเปล่า “และตอนนี้ผมเสียเวลาไปมากพอแล้ว”
เขาเดินเลี่ยงออกมาทันที ทิ้งให้หญิงสาวในชุดเดรสหรูยืนกำมือแน่นอยู่เบื้องหลัง อาคเนย์เดินมาสมทบกับรินรดาที่นั่งรออยู่ที่หน้าเกตด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าประกายตาของเธออ่านยากเหลือเกิน
“เคลียร์จบแล้วเหรอครับ?” รินรดาถามโดยไม่เงยหน้าจากแท็บเล็ตในมือ
“อดีตก็คืออดีตครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือโปรเจกต์ที่เชียงใหม่” อาคเนย์ตอบพลางทรุดตัวลงนั่งข้างๆ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเขาที่เจือด้วยกลิ่นกระดาษและไม้ขีดไฟจางๆ ทำให้รินรดารู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก
ตลอดการเดินทางบนเครื่องบิน ทั้งคู่แทบไม่ได้สนทนากัน ความเงียบทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นที่หนาแน่น จนกระทั่งรถเช่าส่วนตัวขับเคลื่อนลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวสู่ไซต์งานกลางหุบเขา บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากความวุ่นวายในเมืองหลวงเป็นความเขียวขจีที่โอบล้อมด้วยหมอกจางๆ
“ถ้าคุณยังมัวแต่กังวลเรื่องในอดีต แบบแปลนพวกนี้ก็คงไม่สมบูรณ์หรอกครับ” รินรดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เธอหันไปมองคนข้างๆ ที่กำลังกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้น
อาคเนย์ถอนหายใจยาว “คุณไม่เข้าใจหรอกริน ความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาท มันไม่ใช่แค่รอยขีดข่วนบนกระดาษ แต่มันคือโครงสร้างที่พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาผม”
“ฉันถึงต้องมาอยู่ตรงนี้ไงครับ” รินรดาขยับตัวเข้าไปหาเขาอีกนิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น “ในเมื่ออดีตมันพังไปแล้ว คุณก็ต้องสร้างใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่ใช่มานั่งจมกองความผิดที่แก้ไขไม่ได้”
คำพูดของเธอไม่ได้ดูถูก แต่กลับเป็นการท้าทายที่แทงทะลุเข้าไปในหัวใจของสถาปนิกหนุ่ม อาคเนย์หันมาสบตากับเธอครู่หนึ่ง แววตาคมกริบของเขาวูบไหวราวกับเปลวไฟที่โดนลมพัด
“คุณนี่มัน... ปากร้ายได้ตลอดเวลาจริงๆ นะรินรดา”
“และคุณก็อ่อนไหวได้ตลอดเวลาเหมือนกันครับ คุณอาคเนย์”
รถเลี้ยวเข้ามาจอดที่ไซต์งานกลางหุบเขา ทันทีที่ลงจากรถ ลมหนาวก็ปะทะเข้ากับใบหน้า อาคเนย์เดินนำไปดูโครงสร้างที่เพิ่งเริ่มขึ้นโครงเหล็ก สายตาของเขามุ่งมั่นและเย็นชาเหมือนเคย เขาเริ่มชี้จุดที่เขารู้สึกว่า ‘ไม่ได้มาตรฐาน’
รินรดายืนกอดอกมองเขาสลับกับบันทึกในสมุด เธอสังเกตเห็นความวิตกกังวลที่ยังคงซ่อนอยู่ในแววตาของเขา อาคเนย์เดินไปหยุดที่มุมหนึ่งของอาคาร เขาลูบไล้คานเหล็กด้วยความรู้สึกผิดที่ยังไม่จางหาย
“ตรงนี้ถ้าองศาผิดไปนิดเดียว แรงดึงดูดจะทำลายทุกอย่างครับ” เขากล่าวเสียงแผ่ว
“งั้นก็คำนวณใหม่สิครับ” รินรดาเดินเข้าไปใกล้จนแผ่นหลังของอาคเนย์สัมผัสกับไหล่ของเธอ “อย่ามองมันด้วยความกลัว แต่จงมองด้วยสายตาของคนที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่”
อาคเนย์หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนลมหายใจของกันและกันปะทะเข้าที่ใบหน้า แววตาของสถาปนิกหนุ่มลึกล้ำราวกับห้วงสมุทร เขามองรินรดาด้วยความรู้สึกที่มากกว่าแค่คู่กัด
“ทำไมคุณถึงต้องดื้อดึงที่จะช่วยผมขนาดนี้?” เขาถามเบาๆ
“เพราะฉันเป็นนักเขียนครับ และฉันต้องการเห็นตอนจบที่ยอดเยี่ยมของงานชิ้นนี้... และของคนเขียนแบบด้วย”
อาคเนย์โน้มใบหน้าลงมาหาเธอทีละนิด รินรดาไม่ได้ถอยหนี เธอรอคอยให้เขาตัดสินใจ จังหวะหัวใจของทั้งสองเต้นรัวจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน ทว่าในวินาทีที่ปลายจมูกจะแตะกัน เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ที่ขับเข้ามาจอดใกล้ไซต์งานก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว อาคเนย์ขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้มาเยือน
ร่างโปร่งในชุดลำลองหรูหราก้าวลงมาจากรถคันนั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นแพรพลอยที่ตามมาถึงเชียงใหม่พร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ เธอส่งยิ้มที่ดูไร้เดียงสามาให้ แต่ในสายตาของอาคเนย์ มันคือรอยยิ้มที่พร้อมจะทำลายทุกอย่าง
“อาคเนย์คะ... แพรลืมบอกไปว่าเอกสารสัญญาฉบับแก้ไขที่คุณต้องเซ็น มันยังอยู่ที่แพร”
รินรดาขยับยิ้มมุมปาก ความดุร้ายในแววตาของนักเขียนสาวพุ่งพล่าน เธอหันไปมองอาคเนย์ที่ดูจะช็อกจนตัวแข็งไปอีกครั้ง ก่อนจะหันไปถามแพรพลอยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่ฟังดูแล้วเย็นเยียบไปถึงกระดูก
“งั้นเหรอคะ? แล้วคุณแพรคิดว่าการตามผัวคนอื่นมาถึงต่างจังหวัดแบบนี้... เรียกว่าธุระ หรือเรียกว่า ‘สันดาน’ กันแน่ครับ?”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของอาคเนย์และรินรดาในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ โดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 12
สนามแข่งของความคิด
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิมพ์เขียวรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!