ชื่อของผมไม่ได้ถูกเปล่งออกมาด้วยเสียงจากลำคอของมนุษย์ แต่มันสั่นสะเทือนผ่านคลื่นความถี่ต่ำที่วิ่งตรงเข้ามากระทบกับกระดูกทั่งและโกลนในหูชั้นใน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่สมองของผมตีความออกเป็นคำว่า *“รวินท์”*
เงาดำในฮู้ดสีดำสนิทตัวนั้นสลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาอมเขียวทันทีที่เสียงก้องกังวานนั้นจางหายไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอับชื้นของดินเปียกฝนและกลิ่นซากศพจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมแคบๆ ของผม หน้าจอคอมพิวเตอร์พกพายังคงกะพริบแสงสีฟ้าสลัว ส่องให้เห็นคราบเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามขมับของผมอย่างห้ามไม่อยู่
มือของผมที่สวมถุงมือยางยังคงค้างอยู่ในท่าเตรียมเก็บตัวอย่างทางนิติวิทยาศาสตร์
"มันไม่ได้มาเพื่อทักทาย... แต่มันมาเพื่อปักหมุด"
เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบของธาวินดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศภายในห้อง ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นจางๆ ของธูปหอมผสมกับสารละลายเอทานอลลอยอบอวลอยู่รอบตัวเขา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับพินิจพิเคราะห์เศษควันสีเทาที่ยังคงลอยวนอยู่กลางอากาศราวกับนักวิทยาศาสตร์กำลังมองดูปฏิกิริยาเคมีในห้องทดลอง
ผมหันไปมองเขา ลมหายใจยังคงติดขัดเล็กน้อยแต่สติสัมปชัญญะกลับถูกดึงกลับมาสู่โหมดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว "คุณได้ยินเสียงมันเรียกชื่อผมด้วยใช่ไหม ธาวิน"
"ไม่ใช่แค่ได้ยินครับ" ธาวินขยับกรอบแว่นเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวหยิบตลับโลหะทรงกลมขนาดเท่าเหรียญสิบขึ้นมาเปิดออก ภายในบรรจุผงสีขาวขุ่นที่ส่งประกายระยิบระยับยามต้องแสงไฟ "คลื่นความถี่ของเสียงเมื่อครู่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านเสียงที่มนุษย์ทั่วไปไม่ได้ยินด้วยซ้ำ แต่สมองของคุณและผมรับรู้ได้ผ่านการกระตุ้นของพลังงานบางอย่าง... พูดง่ายๆ คือ มันจงใจส่งสัญญาณตรงเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางของเรา"
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ สมองส่วนหน้าเริ่มประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น วิทยาศาสตร์สอนให้ผมเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่วันนี้... สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมกลับท้าทายทุกสมมติฐานที่ผมเคยยึดถือ
"ถ้ามันคือการส่งสัญญาณ แปลว่ามันมีตัวส่งและตัวรับ" ผมพูดพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะมาเปิดโปรแกรมวิเคราะห์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ผมเขียนขึ้นเอง "เราจะใช้หลักการ Triangulation ในการหาพิกัดแหล่งกำเนิดคลื่น ถ้ามันส่งเสียงนั้นออกมาได้ มันต้องทิ้งร่องรอยทางพลังงานความร้อนหรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไว้บ้างล่ะน่า"
ธาวินเหลือบมองหน้าจอแท็บเล็ตที่มีเส้นกราฟสั่นไหวขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง มุมปากของร่างทรงหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความดูแคลนและทึ่งในความหัวรั้นของผม
"คุณกำลังพยายามเอาไม้บรรทัดเหล็กไปวัดความหนาของวิญญาณนะครับ รวินท์" ธาวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ขณะที่มือข้างหนึ่งหยิบแผ่นยันต์กระดาษสีเหลืองหมึกแดงขึ้นมาหมุนเล่นระหว่างนิ้ว "ไสยเวทไม่ได้ทำงานด้วยคลื่นความถี่วิทยุ แต่มันทำงานด้วย 'เจตจำนง' และ 'กรรม' ที่ผูกพัน... แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อคุณอยากจะลองใช้ตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องพวกนี้ งั้นเรามาลองผสมผสานมันดูสักตั้งไหมครับ"
คำพูดของธาวินทำให้ผมชะงักไปชั่วครู่ "หมายความว่ายังไง"
ธาวินวางแผ่นยันต์ลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าผม บนกระดาษแผ่นนั้นไม่ได้มีแค่ตัวอักษรขอมโบราณ แต่ยังมีสมการทางคณิตศาสตร์และสูตรโครงสร้างทางเคมีที่เขียนด้วยลายมืออันเป็นระเบียบกำกับไว้อย่างแม่นยำ
"ผมใช้เวลาสามคืนที่ผ่านมาในการแปลงอักขระคาถาอาคมบทชำระล้าง ให้กลายเป็นตัวแปรในสมการอนุภาคควอนตัม" ธาวินอธิบายด้วยแว่นตาที่สะท้อนแสงไฟนีออน "ถ้าเรามองว่า 'วิญญาณ' คือกลุ่มก้อนพลังงานที่ยังไม่สลายตัวตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน (Conservation of Energy) การที่มันปรากฏตัวขึ้นได้แปลว่ามันต้องดึงพลังงานจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว... และถ้าเราใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อเหนี่ยวนำให้กลุ่มก้อนพลังงานนั้นเสถียรขึ้น เราก็จะสามารถ 'จับภาพ' และ 'แปลความหมาย' ของมันออกมาเป็นข้อมูลที่สมองมนุษย์เข้าใจได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์"
ผมจ้องมองสมการบนแผ่นกระดาษนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย สมองของผมกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อประมวลผลทฤษฎีที่บ้าบิ่นแต่กลับมีโครงสร้างทางตรรกะรองรับอย่างคาดไม่ถึง มันคือการผสานกันระหว่าง "ศาสตร์มืด" ที่สืบทอดกันมานับพันปี กับ "ฟิสิกส์ยุคใหม่" ที่ไร้ซึ่งความงมงาย
นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า... *สมการอาคม*
"ถ้าสมการนี้ถูกต้อง..." ผมพึมพำกับตัวเอง ดวงตาสว่างวาบขึ้นด้วยประกายความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกจุดติด "เราไม่ได้กำลังทำพิธีไล่ผีแบบโบราณ แต่เรากำลังทำ 'การทดลองทางวิทยาศาสตร์' ที่มีวิญญาณเป็นตัวแปรสำคัญ"
"ถูกต้องครับ" ธาวินพยักหน้ารับช้าๆ "และเป้าหมายแรกของเรา ไม่ใช่การวิ่งไล่จับเงาดำตัวนั้น... แต่เป็นการตรวจสอบ 'คดีวิญญาณตกสำรวจ' ที่สถานีรถไฟร้างย่านธนบุรี ที่ซึ่งคนตายไม่ได้ไปผุดไปเกิดเพราะยังมีข้อมูลตกค้างอยู่ในระบบ"
ผมไม่รอช้า รีบเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าอุปกรณ์นิติวิทยาศาสตร์และเครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของผมทันที ก่อนจะหันไปสบตากับคู่หูจำเป็นผู้กุมกุญแจไขปริศนาที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังเอื้อมไม่ถึง
"ถ้าอย่างนั้น ก็อย่ารอช้าเลยครับคุณธาวิน... ไปดูกันว่าวิทยาศาสตร์กับไสยเวทของใครจะคำนวณได้แม่นยำกว่ากัน"
ธาวินเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะคว้ากระเป๋าผ้าใบเก่าที่บรรจุคัมภีร์และอุปกรณ์อาคมขึ้นสะพายไหล่ ทว่าในวินาทีที่เรากำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องทำงาน เสียงแจ้งเตือนความถี่สูงจากระบบตรวจ
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ควรจะปิดการทำงานไปแล้ว กลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งโดยปราศจากการควบคุม ตัวอักษรสีแดงฉานนับร้อยบรรทัดวิ่งพล่านขึ้นบนหน้าจอด้วยความเร็วสูง ก่อนที่ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าห้องพักจะปรากฏขึ้น
ร่างในชุดฮู้ดสีดำตัวเดิมกำลังยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตูห้องของผม มันไม่ได้เคาะ ไม่ได้พยายามงัดแงะ แต่มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหูบนความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งดวงตาและจมูก... และก่อนที่หน้าจอจะดับลงพร้อมกับเสียงช็อตของกระแสไฟฟ้า แรงกระแทกมหาศาลก็ซัดเข้าที่บานประตูไม้จนกลอนเหล็กหักกระเด็นหลุดออกเป็นชิ้นๆ!
เข็มทิศมองวิญญาณ
(ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับสมการแห่งความลี้ลับนี้นะครับ)
ร่างทรงสายวิทย์กับคดีวิญญาณตกสำรวจ•ตอนที่ 3
สมการอาคม
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงสายวิทย์กับคดีวิญญาณตกสำรวจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
