ไกด์สาวสายลุยกับโปรดิวเซอร์ปากแจ๋ว ทริปนี้มีกัดกันตายไปข้าง•ตอนที่ 3

หลงทางกลางหมอกหนา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังเดินแล้วสะკินหินรอบหน้าอีกรอบเดียว ผมจะเอาเทปกาวพันปากแล้วมัดคุณติดไว้กับต้นสนแถวนี้จริงๆ ด้วยนะครับคุณโปรดิวเซอร์!" เสียงหวีดหวิวของสายลมบนยอดเขาภูชี้ฟ้าไม่ได้น่ากลัวเท่าเสียงกระซิบลอดไรฟันของรินรดาในเวลานี้ ไกด์สาวสายลุยกำลังยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าดงเฟิร์นป่าท่ามกลางสายหมอกหนาทึบที่ขาวโพลนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ระยะมองเห็นเหลือแค่ไม่ถึงสองเมตร ดวงตาคู่สวยฉายแววหงุดหงิดปนระอาสุดขีด ขณะที่ร่างสูงโปร่งของกรณ์กำลังยืนเก้ๆ กังๆ พยายามใช้มือปัดป้องละอองน้ำค้างที่เกาะพราวตามเสื้อแจ็กเก็ตแบรนด์เนมราคาแพงของเจ้าตัว เหตุการณ์ทุกอย่างมันเริ่มจากความซวยล้วนๆ ตอนที่ทีมงานทั้งหมดสี่ชีวิตกำลังเดินเท้าลัดเลาะตามสันเขาเพื่อไปเก็บช็อตพระอาทิตย์ขึ้น จู่ๆ หมอกภูเขาเจ้ากรรมก็เคลื่อนตัวเข้ามาปิดทึบอย่างรวดเร็วราวกับมีใครเอาสำลีพันก้อนยักษ์มาปิดตา ต้นข้าวตากล้องหนุ่มอารมณ์ดีดันแยกไปอีกทางเพื่อหาโลเคชั่นถ่ายภาพมุมสูง ส่วนทีมงานอีกคนก็วิ่งตามสติ๊กเกอร์สีสะท้อนแสงหลุดกลุ่มไป เหลือเพียงเธอกับไอ้คุณโปรดิวเซอร์ปากแจ๋วที่ตอนแรกทำเป็นอวดเก่งเดินนำหน้า แต่พอหลงเข้าจริงๆ กลับเดินสะดุดรากไม้จนรองเท้าผ้าใบเกือบหลุดไปสามรอบ "นี่คุณริน... คุณแน่ใจนะว่าเราไม่ได้เดินวนกลับมาที่เดิมอ่ะ" กรณ์ขยับแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าจากไอหมอกพลางทำหน้าเลิกลั่ก น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่งและกวนประสาทเมื่อครู่เริ่มสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด "ผมว่าเมื่อกี้เราเพิ่งเดินผ่านต้นไม้หน้าตาประหลาดที่มีเห็ดเกาะอยู่สามดอกนั้นไปนะ" "นั่นมันต้นสนภูCนะคุณ! ไม่ใช่เห็ดโคนที่จะเดินไปเจอซ้ำซ้อนได้ทุกมุมถนน" รินรดาถอนหายใจเฮือกใหญ่จนไอน้ำพุ่งออกมาจากปาก เธอควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊ก แต่หน้าจอกลับขึ้นสัญญาณเตือนเป็นกากบาทสีแดงเด่นชัด "เห็นไหมล่ะ เพราะความปากดีและไม่ฟังคำเตือนของคุณแท้ๆ สัญญาณมือถือก็ไม่มี แบตสำรองก็อยู่ในเป้ของต้นข้าว แล้วตอนนี้เราก็หลงป่ากันสมใจอยากแล้ว!" กรณ์เม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนฟอร์มจัด แม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่นกับความเงียบสงบและวังเวงของป่าดิบชื้นยามเช้า แต่ศักดิ์ศรีของโปรดิวเซอร์หนุ่มไฟแรงแห่งค่ายใหญ่ก็ค้ำคออยู่ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะแสร้งทำเป็นกระแอมไอแล้วปรับน้ำเสียงให้ดูนิ่งขรึมที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ใครบอกว่าผมไม่ฟังคุณล่ะ... ผมแค่กำลังประเมินสถานการณ์ตามหลักโลจิสติกส์ต่างหาก พื้นที่ป่าเปิดแบบนี้ ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอแนวเขตหมู่บ้านของชาวบ้านเองแหละครับ" "หลักโลจิสติกส์บ้านป้าคุณสิ! นี่มันป่าดิบชื้นบนดอยสูงนะไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวที่จะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วเจอศูนย์อาหาร!" รินรดาแทบจะกรี๊ดใส่หน้าเขา เธอเดินดุ่มๆ เข้าไปประชิดตัวชายหนุ่มจนปลายจมูกแทบจะชนกับฮู้ดเสื้อกันหนาวของเขา ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง "หยุดเดินแล้วยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด ถ้าไม่อยากตกหน้าผาตายไปซะก่อน เข้าใจไหม!" กรณ์ชะงักไปเมื่อถูกดุเข้าให้เต็มรัก ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ยามที่ได้เห็นแววเอาจริงเอาจังและห่วงใยที่ฉายชัดอยู่ภายใต้ความเกรี้ยวกราดนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่ที่ลอยวนอยู่ท่ามกลางอากาศหน้ามหาสมุทรหมอก กรณ์แอบมองใบเนียนใสที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความเหนื่อยและอากาศเย็นจัด หัวใจเจ้ากรรมในอกข้างซ้ายกลับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตรงหน้าวิกฤตจะตายไป "เอ่อ... คือ..." กรณ์อ้าปากจะเถียง แต่พอเห็นสายตาดุๆ ที่ส่งตรงมา เขาก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปโดยปริยาย ยอมยกมือสองข้างขึ้นระดับไหล่เป็นเชิงยอมแพ้แต่โดยดี "โอเคๆ ผมไม่เถียงคุณแล้วก็ได้ครับ ไกด์สาวคนเก่ง... ว่าแต่คุณจะเอายังไงต่อล่ะครับ ท่านผู้นำทริป?" รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอนึกถึงภูมิประเทศที่เคยศึกษามาก่อนหน้านี้ หมอกหนาแบบนี้มักจะลอยตัวขึ้นจากหุบเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าเธอจำไม่ผิด ทางลงไปลำธารน่าจะอยู่ทางลาดชันด้านขวามือนี้ "จับชายเสื้อฉันไว้" รินรดายื่นคำขาด เสียงห้วนๆ แต่แฝงความเด็ดเดี่ยว "อย่าปล่อยมือเด็ดขาด ถ้าคุณไม่อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งว่าโปรดิวเซอร์ชื่อดังกลายเป็นอาหารของหมาป่าภูเขา" กรณ์มองชายเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองที่ถูกมือเรียวคว้าไปกำไว้แน่น ก่อนจะเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวที่กำลังตั้งสอกกวาดสายตามองหาเส้นทาง ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นพล่านเข้ามาในหัวใจ มันไม่ใช่ความกลัวการหลงป่า แต่มันคือความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ "รู้แล้วน่า... มือเหนียวเป็นปลาหมึกเลยนะเราเนี่ย" กรณ์อดไม่ได้ที่จะหยอดคำกวนประสาทตามนิสัย "ยังจะมาปากดีอีก!" รินรดาหันมาค้อนควับใส่ แต่มุมปากของเธอกลับกระตุกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างปิดไม่มิดเช่นกัน ทั้งคู่ก้าวเดินเคียงคู่กันไปท่ามกลางสายหมอกสีขาวโพลน มือข้างหนึ่งยังคงเกี่ยวรั้งกันไว้ผ่านเนื้อผ้าหนา ความวุ่นวายและปากเสียงเมื่อครู่ราวกับถูกกลืนหายไปกับความเงียบสงบของธรรมชาติ เหลือเพียงจังหวะการก้าวเดินที่เริ่มสอดประสานกันอย่างลงตัวทีละน้อย ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังเดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้หนาทึบเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดปลอดภัย รินรดาก็ต้องชะงักฝีเท้ากึกลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงกรอบแกรบแปลกประหลาดดังขึ้นมาจากพงหญ้าเบื้องหน้า เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของลมพัดกิ่งไม้ แต่มมันคล้ายกับฝ่าเท้าของใครบางคนกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ด้วยความระมัดระวัง รินรดาดึงแขนเสื้อของกรณ์ให้หยุดเดินตามทันที นิ้วเรียวแตะริมฝีปากตัวเองเป็นสัญญาณให้เงียบเสียงลง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความระแวง ขณะที่กรณ์ขยับตัวเข้ามาบังร่างบางไว้ด้านหลังโดยสัญชาตญาณ มือหนาเอื้อมไปคว้ากิ่งไม้แห้งข้างทางขึ้นมาถือไว้เพื่อเตรียมป้องกันตัว หมอกหนาเบื้องหน้าค่อยๆ เคลื่อนตัวแยกออกจากกันอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปรดของใครบางคนกำลังก้าวออกมาจากม่านหมอก พร้อมกับรอยยิ้มกริ่มที่ชวนให้ขนลุกเกรียว... และทันทีที่ใบหน้านั้นปรากฏชัดเจนภายใต้แสงสลัว รินรดาก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่าคนที่ยืนดักรอพวกเขาอยู่กลางป่าลึกในเวลานี้... ไม่ใช่ทีมงานที่พลัดหลงกันอย่างที่คิด! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางผจญภัยฝ่าสายหมอกและคอยลุ้นไปกับความโบ๊ะบ๊ะของคู่กัดคู่นี้เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับโปรดิวเซอร์ปากแจ๋ว ทริปนี้มีกัดกันตายไปข้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%