“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่ารอยร้าวบนผนึกหินก้อนนี้ คือทางรอดที่สวรรค์ประทานให้?”
เสียงเรียบเย็นดุจน้ำแข็งจากสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังหลี่มู่เฉินดังขึ้น น้ำเสียงนั้นปราศจากความหวั่นเกรง ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นแห่งความกังวลที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
หลี่มู่เฉินไม่หันกลับไปมอง เขาเพียงวางฝ่ามือหยาบกร้านจากการจับด้ามกระบี่มานับหมื่นปีนาบลงบนผิวหินที่ขรุขระ กลิ่นอายโบราณที่อัดแน่นอยู่ภายในผนึกนั้นกำลังแผ่ซ่านออกมาเป็นระลอกดุจคลื่นใต้น้ำ มันช่างคุ้นเคยราวกับเสียงกระซิบจากอดีตชาติที่เขาเคยละทิ้งไป
“สวรรค์ไม่เคยประทานสิ่งใดให้เราหรอกเฟิ่งหลิงเซียน... สิ่งที่ข้าถืออยู่ในมือนี้น่ะหรือ คือสิ่งที่ข้าต้อง ‘ช่วงชิง’ มาจากโชคชะตาต่างหาก”
เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือข้างที่แนบกับหินเริ่มเปล่งประกายสีครามเข้ม อักขระโบราณที่เลือนรางบนผนึกหินเริ่มสั่นไหวราวกับมีชีวิต มันกรีดร้องด้วยแรงอาฆาตที่ถูกกักขังมานานนับพันปี แต่หลี่มู่เฉินหาได้เกรงกลัวไม่ เขากลับเร่งเร้าพลังปราณในจุดชีพจรเข้าปะทะกับผนึกนั้นอย่างบ้าคลั่ง
*เปรี๊ยะ!*
เสียงแตกร้าวของหินผาดังสนั่นหวั่นไหวราวกับกระดูกที่กำลังหักสะบั้น เศษหินสีดำสนิทร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเผยให้เห็นรอยจารึกที่ซ่อนอยู่ภายใน—คัมภีร์หนังมังกรทมิฬที่วางนิ่งสนิทอยู่กลางโถงถ้ำ แสงสีทองเรืองรองฉายฉานออกมาจากตัวอักษรแต่ละตัวที่เขียนด้วยเลือดเซียนผู้สาบสูญ
หลี่มู่เฉินคว้าคัมภีร์นั้นมาไว้ในมือ สัมผัสที่เย็นเยียบแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจทันที
“นี่คือ... เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ไร้เงา” เขาพึมพำ ดวงตาคมกริบดุจมีดโกนจ้องมองรอยจารึกเหล่านั้นอย่างพินิจ “วิชาที่สามารถตัดผ่านกาลเวลา และทำลายตรรกะแห่งเทพเซียนได้ด้วยเพียงหนึ่งลมหายใจ”
เฟิ่งหลิงเซียนก้าวเข้ามาใกล้ นางเหลือบมองแผ่นหนังมังกรด้วยแววตาที่สั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับคืนสู่ความเย็นชาดังเดิม “หากเจ้าเรียนวิชานี้ เจ้าจะไม่มีวันหวนคืนสู่เส้นทางเซียนปกติได้อีกเลย เส้นทางนี้คือการเดินบนคมดาบที่อาบไปด้วยพิษร้าย หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว จิตวิญญาณของเจ้าจะแตกสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในห้วงจักรวาล”
“แล้วเจ้าล่ะ...” หลี่มู่เฉินหันกลับมามองนาง แววตาของเขาอ่อนแสงลงเพียงชั่วครู่แต่ทว่าทรงพลังอย่างประหลาด “เจ้ายังจะเลือกเดินบนเส้นทางที่มืดมิดและเต็มไปด้วยเศษซากแห่งความพินาศไปพร้อมกับข้าอยู่หรือ?”
นางไม่ตอบ ทว่าสายตาที่จ้องมองเขานั้นกลับบอกทุกอย่างที่คำพูดมิอาจบรรยายได้ เฟิ่งหลิงเซียนขยับกายเข้าไปใกล้เขาจนได้กลิ่นไอของโลหิตและหยาดฝนที่ยังคงค้างอยู่ในเสื้อผ้าของเขา นางเป็นผู้ที่ละทิ้งวิถีเซียนอันรุ่งโรจน์จากแดนเหนือเพียงเพื่อต้องการเป็นเงาที่คอยปกป้องเขาจากเงามืดของเหล่าทวยเทพ
หลี่มู่เฉินหันกลับไปนั่งขัดสมาธิกลางโถงถ้ำ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลง แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่โถงถ้ำราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกลาญ เขาเริ่มโคจรพลังปราณตามวิถีแห่ง ‘หมื่นกระบี่ไร้เงา’ ทุกเส้นชีพจรในกายเริ่มส่งเสียงคำรามดุจมังกรที่ตื่นจากหลับใหล
วิชานี้มิใช่การสะสมพลังปราณแบบเดิม แต่มันคือการ ‘ลบเลือนตัวตน’ ออกจากกฎแห่งฟ้าดิน เขาเริ่มบังคับพลังปราณให้กลายเป็นกระบี่ขนาดเล็กนับหมื่นเล่มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันหมุนวนอยู่รอบกายเขาอย่างรวดเร็ว กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวที่น่าสะพรึงกลัว หากใครได้ยินเสียงนี้ จิตวิญญาณคงจะหลุดลอยออกจากร่างในทันที
“เริ่มแล้ว...” เฟิ่งหลิงเซียนพึมพำ นางยื่นมือออกไปสร้างม่านพลังสีครามรอบตัวพวกเขา เพื่อปิดกั้นร่องรอยการบำเพ็ญเพียรที่อาจดึงดูดสายตาของเทพชั้นสูง
ทว่า ในขณะที่หลี่มู่เฉินกำลังเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้ถึงแก่นแท้แห่งวิชา จู่ๆ พลังปราณที่เคยไหลเวียนอย่างราบรื่นกลับตีกลับอย่างรุนแรง! เลือดสีเข้มกระอักออกมาจากปากของเขา เขาเริ่มเห็นภาพนิมิตของตนเองในอดีต—วันที่ถูกคนรักทรยศและถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ ภาพเหล่านั้นหมุนวนรุนแรงจนเขาเริ่มสูญเสียการควบคุม
“มู่เฉิน! หยุด! จิตของเจ้ากำลังหลงทางอยู่ในห้วงมาร!” นางตะโกนก้อง มือของนางพยายามจะแตะลงที่ไหล่ของเขา ทว่ากระบี่ปราณนับหมื่นเล่มรอบกายเขากลับตอบโต้ทันที!
*ฉับ!*
ม่านพลังที่นางสร้างไว้ถูกตัดขาดเพียงชั่วพริบตา แขนเสื้อของนางขาดวิ่นและมีรอยบาดเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ต้นแขน เลือดสีมรกตซึมออกมาแต่นางหาได้สนใจไม่ นางยังคงพยายามเข้าถึงตัวเขา
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาไม่ได้เป็นสีดำอีกต่อไป แต่มันกลับเปล่งประกายสีเทาหม่นดุจความว่างเปล่าที่ไม่มีก้นบึ้ง เขามองนางด้วยสายตาที่เย็นชาจนนางต้องชะงักงัน ในวินาทีนั้นเอง กลิ่นอายสังหารที่หนาแน่นจนเกือบจะมองเห็นเป็นกลุ่มหมอกสีดำก็แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขาหันมองไปทางปากถ้ำที่มืดสนิท—มีใครบางคนยืนอยู่ที่นั่น
เป็นเงาร่างของบุรุษสวมชุดเกราะทองคำ ออร่าของเทพผู้คุมกฎแผ่ซ่านเข้ามาจนหินรอบข้างสั่นสะเทือน บุรุษผู้นั้นถือกระบี่ที่สลักด้วยลายอักขระฟ้าดิน ก้าวเข้ามาในถ้ำด้วยจังหวะที่เชื่องช้าแต่มั่นคง
“หลี่มู่เฉิน... เจ้าขโมยสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องไป และบัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าแล้ว”
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น กระบี่ไร้เงาที่ลอยอยู่รอบกายพุ่งเข้าหาเทพผู้นั้นในทันที แต่ทว่าก่อนที่จะถึงตัว ฝ่ามือของเทพผู้นั้นกลับขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นมหาศาล บดบังแสงสว่างทั้งหมดภายในโถงถ้ำ พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นเยียบจากความตาย:
“ข้ามาเพื่อทำลายชื่อของเจ้าให้หายไปจากบัญชีสวรรค์... ตลอดกาล”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "เซียนไร้ตัวตน" ในบทนี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนไร้ตัวตน บนเส้นทางสายบรรพกาลนิรันดร์•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ไร้เงา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนไร้ตัวตน บนเส้นทางสายบรรพกาลนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
