กลิ่นอายความตายมิได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของอสุนีบาท ทว่ามันคละคลุ้งมากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามสายลมยามค่ำคืน ณ โรงเตี๊ยมร้างริมทางหลวงสายมรณะ
หลี่เฟยหลงนั่งนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้ผุกร่อน มือข้างหนึ่งประคองจอกสุราที่ไร้ซึ่งรสชาติ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บกวาดตามองผ่านความมืดออกไปเบื้องนอก ปราณกระบี่ในจุดตันเถียนยังคงตีรวนสร้างความเจ็บปวดเสียดแทรกทุกคราที่ลมหายใจเข้าออก ทว่าสีหน้าของเขากลับปราศจากความหวาดหวั่น มีเพียงความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของบุรุษผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
"เจ้ากำลังถ่วงเวลา... หรือกำลังรอให้ความตายมาเคาะประตูบ้านกันแน่?"
น้ำเสียงราบเรียบดั่งธารน้ำแข็งในหุบเขาพันปีดังขึ้นจากมุมมืด เซียนจินเยว่ก้าวเท้าออกมาอย่างเงียบเชุดดั่งภูตผี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางตัดกับความโสมมของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ราวกับดอกบัวที่เติบโตบนกองโคลน ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางจนหยดน้ำค้างบนคานไม้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
หลี่เฟยหลงเหลือบสายตามองนางแวบหนึ่ง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "หากข้าต้องการตาย ข้าคงไม่ดั้นด้นมาไกลถึงชายแดนรกร้างแห่งนี้เพื่อตามหาเศษซากศิลาฟ้าดินที่แม้แต่เงาพญายมยังไม่กล้ากรายกล้ำหรอกนะแม่นางเซียน"
"ศิลาฟ้าดินมิใช่สิ่งที่คนไร้ซึ่งลมปราณสมบูรณ์เช่นเจ้าจะเอื้อมถึง" จินเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์ นางทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดวงตาดั่งหยกงามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "บาดแผลจากคำสาปบรรพกาลกัดกินเส้นชีพจรของเจ้าไปเจ็ดส่วนแล้ว หากเจ้ายังดื้อดึงใช้กระบี่ไร้ลักษณ์ เกรงว่าร่างของเจ้าคงแหลกสลายกลายเป็นจุลก่อนที่จะได้ไปถึงหุบเขาอัสดง"
"ต่อให้ร่างนี้แตกดับเป็นผุยผง หนี้เลือดของตระกูลหลี่ก็ยังต้องชำระ" เสียงของหลี่เฟยหลงทุบลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงทึบหนักหน่วง มันคือความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอนด้วยลมปากของผู้ใด แม้แต่สตรีที่งดงามและเยือกเย็นที่สุดในใต้หล้าผู้นี้ก็ตาม
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บรรยากาศรอบกายตึงเครียดจนแทบหยิบจับได้ คลื่นพลังลมปราณสองสาย—สายหนึ่งร้อนแรงดุจเปลวเพลิงสุริยะของหลี่เฟยหลง และอีกสายหนึ่งหนתหนาวยะเยือกดุจเหมันต์นิรันดร์ของจินเยว่—ปะทะกันเบาๆ จนอากาศรอบโต๊ะเกิดเสียงระเบิดดังเปรี๊ยะปร๊ะ
ทว่า ในยุทธภพนี้ มิตรสหายและศัตรูมักคั่นอยู่เพียงแค่เส้นบางๆ
จินเยว่หลุบตาลงเล็กน้อย นางหยิบขวดกระเบื้องสีเขียวมรกตออกมาวางไว้บนโต๊ะ "นี่คือ 'โอสถเหมันต์กลืนวิญญาณ' มันจะช่วยระงับพิษคำสาปในกายเจ้าได้สามวัน... ถือเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่เจ้าต้องคุ้มครองข้าไปจนถึงเขตแดนรกร้าง"
หลี่เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาสะท้อนความประหลาดใจวูบหนึ่งก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ "เจ้าเป็นถึงธิดาสำนักหิมะนิรันดร์ วรยุทธ์สูงส่งเหนือล้ำ ไฉนจึงต้องให้คนพิการเช่นข้ามาคุ้มครอง?"
"เพราะในเขตแดนรกร้างนั้น มี 'ค่ายกลเนตรโลหิต' ที่มีเพียงผู้ฝึกวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์เท่านั้นจึงจะทำลายจุดตายได้" จินเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยนั้นมีความซับซ้อนบางอย่างซ่อนอยู่ "เราต่างมีสิ่งที่ต้องค้นหา... และต่างฝ่ายต่างก็ขาดอีกฝ่ายไม่ได้"
คำพูดของนางเฉียบคมและตรงประเด็น ราวกับคมกระบี่ที่กรีดลงกลางใจ หลี่เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขวดโอสถขึ้นมาเปิดจุก กลิ่นหอมเย็นชื่นใจกระจายไปทั่วบริเวณ เขากระดكมันลงคอทีเดียวจนหมดสิ้น
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามเส้นเลือด ราวกับสายน้ำใสสะอาดที่ไหลชะล้างคราบสกปรกและเพลิงพิษที่แผดเผาเขามาแรมปี แม้ความเจ็บปวดจะไม่หายไปในทันที ทว่าลมปราณที่เคยปั่นป่วนกลับเริ่มสงบลงและรวมตัวกันได้ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
"ตกลง" หลี่เฟยหลงผุดลุกขึ้นยืน คว้าด้ามกระบี่ที่วางพาดบ่าขึ้นมา ดวงตาคมปลาบมองทะลุผ่านประตูโรงเตี๊ยมออกไปเบื้องนอก "ในเมื่อเราต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถอะ... หวังว่ามิตรสหายในคราบคนแปลกหน้าเช่นเรา จะไม่หักหลังกันเสียก่อนที่จะถึงปลายทาง"
จินเยว่ลุกขึ้นยืนตาม นางปัดชายอาภรณ์เบาๆ รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของสตรีผู้เยือกเย็น "คนสำนักหิมะนิรันดร์รักษาคำพูดเสมอ... ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่ใช่คนที่จะยอมตายง่ายๆ และไม่ยอมให้เจ้าตายก่อนจะหมดประโยชน์ด้วยเช่นกัน"
ทั้งสองก้าวเดินเคียงคู่กันออกไปจากโรงเตี๊ยมร้าง ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาลและสายลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ เส้นทางการตามหาศิลาฟ้าดินและล้างมลทินได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... เบื้องหน้าพวกเขากำลังรอคอยการต้อนรับด้วยเงื้อมมือของมัจจุราช
ทว่า ขณะที่ทั้งคู่ก้าวพ้นธรณีประตูโรงเตี๊ยมได้เพียงสามก้าว ฝีเท้าของหลี่เฟยหลงก็ต้องชะงักกึก
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ พร้อมกับจิตสังหารที่พรั่งพรูดุจคลื่นใต้น้ำถาโถมเข้าใส่จากทุกทิศทุกทาง บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในพริบตา ปลายกระบี่นับไม่ถ้วนถูกชักออกจากฝักสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยบวับ
เงาร่างนับร้อยในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้า ปรากฏกายขึ้นปิดล้อมพวกเขาทั้งสองไว้ตรงกลางอย่างไร้ซุ่มเสียง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ บุรุษผู้สวมหน้ากากทองคำรูปอสูร ซึ่งยืนอยู่บนยอดหลังคา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวานเสียดแก้วหู
"หลี่เฟยหลง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่โลหิต?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันนะครับ — พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนารีผู้เยือกเย็นแห่งแดนนิรันดร์•ตอนที่ 2
มิตรสหายในคราบคนแปลกหน้า
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนารีผู้เยือกเย็นแห่งแดนนิรันดร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
