ความมืดมิดภายในถ้ำอัคคีทมิฬมิได้ไร้ซึ่งเสียง ไอร้อนระอุของหินลาวาใต้พิภพส่งเสียงเดือดปุดๆ ราวกับกระเพาะของอสูรร้ายที่กำลังย่อยสลายเหยื่อ ปราณอสูรเข้มข้นลอยคว้างปะปนกับกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ บ่งบอกถึงความตายที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
"กลิ่นอายของพวกสุนัขรับใช้สำนักมารช่างเหม็นสาบเสียจริง ยิ่งกว่ากลิ่นมูลของหมูป่าสามตาเสียอีกนะครับนายท่าน"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากมุมมืด เจ้าอ้วนเปา พยัคฆ์อัคคีบรรพกาลในร่างลูกเสือตัวกลมขนฟูสีเพลิง กำลังใช้กรงเล็บหน้าเขี่ยเศษซากกระดูกสัตว์อشارةโบราณเล่นอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาสมิงสีทองส่องประกายวาบวับท่ามกลางความมืด มันมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเย้ยหยันระคนกระหายเลือด
หลี่ชิงหยุนยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า หัตถ์ขวาไขว้หลัง นิ้วมือเคาะเบาๆ เข้ากับด้ามกระบี่บินอัคคีโลหิตที่สะพายอยู่บนหลัง ปราณกระบี่ในกายเขาหมุนวนเป็นวัฏจักรดุจเกลียวคลื่นใต้สมุทร ความเยือกเย็นแผ่ออกมาจากร่างจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันตาเห็น ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองไปเบื้องหน้า ความมืดมิดไม่อาจปิดกั้นสัมผัสแห่งมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดของเขาได้
เบื้องหลังของหลี่ชิงหยุน ห่างออกไปสามก้าว ไป๋จื่อรั่ว เทพธิดาน้ำแข็งแห่งหุบเขาเซียนกระบี่ กำลังยืนพิงผนังถ้ำด้วยท่าทีสง่างามไร้ที่ติ นางมิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าละอองความเย็นสีครามบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนกลับลอยล่องอยู่รอบกายราวกับเกล็ดหิมะโปรยปราย แม้มนุษย์จะมองไม่เห็นความรู้สึกใดๆ บนใบหน้ารูปสลักของนาง ทว่าแววตาคู่คมที่ทอดมองแผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้ากลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด—อ่อนโยน ลึกล้ำ และพร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตในใต้หล้าหากมีผู้ใดบังอาจแตะต้องเขาแม้แต่ปลายเส้นขน
"พวกมันมิได้มาเพื่อทักทายพวกเราหรอกนะอ้วนเปา" หลี่ชิงหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลัง "คนของสำนักมารเงาโลหิตขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์เพทุบาย การที่พวกมันเลือกใช้ถ้ำอัคคีทมิฬเป็นสุสานของเรา ย่อมแสดงว่าพวกมันเตรียมค่ายกลสะกดวิญญาณไว้ต้อนรับอย่างสมเกียรติทีเดียว"
สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศภายในถ้ำก็พลันบิดเบี้ยว!
*พรึบ! พรึบ! พรึบ!*
เปลวเพลิงสีเขียวมรกตพวยพุ่งขึ้นจากพื้นหินตามจุดต่างๆ เผยให้เห็นอักขระมารโบราณนับร้อยตัวที่สลักไว้บนผนังถ้ำ แสงสีเขียวสว่างวาบสะท้อนใบหน้าบิดเบี้ยวของเงาร่างสิบกว่าร่างที่ก้าวออกมาจากความมืดมิด แต่ละคนสวมหน้ากากกระดูกอสูรและถืออาวุธอาบยาพิษ ปราณพลังระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับลงมาดั่งภูเขาหินขนาดยักษ์
"หลี่ชิงหยุน! เจ้าช่างรนหาที่ตายเสียจริง!"
เสียงคำรามแหบแห้งดังขึ้นจากร่างของบุรุษผู้สวมหน้ากากทองคำ ประมุขเงาโลหิตสาขาประจิมก้าวออกมาจากแถวหน้า มือขวาถือกระบองหนามโลหิตที่ยังมีหยดเลือดสดๆ ไหลริน "คิดไม่ถึงว่าศิษย์สวะที่ถูกขับไล่ออกจากสำนัก จะกลายเป็นหนามยอกอกที่สำนักมารของเราต้องเร่งกำจัดทิ้งด้วยตนเอง!"
หลี่ชิงหยุนมิได้สะดุ้งสะเทือน มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "สำนักมารเงาโลหิต... กลุ่มสุนัขรับใช้ที่หลบซ่อนอยู่ใต้เงาของเจ้าสำนักเทียนหลาง คิดว่าการใช้ค่ายกลมารโลหิตกลืนกินวิญญาณจะสามารถหยุดยั้งข้าได้กระนั้นหรือ? ช่างไร้เดียงสาเสียจริง"
"ปากกล้าไม่เบานี่! ล้อมพวกมันไว้ อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก!"
สิ้นเสียงสั่งการ ประมุขเงาโลหิตสะบัดมือ ค่ายกลมารโลหิตสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โซ่ตรวนปราณมารสีเลือดนับสิบเส้นพุ่งแหวกอากาศเข้ามารัดรึงร่างของหลี่ชิงหยุนและไป๋จื่อรั่วจากทุกสารทิศ ความเร็วดุจสายฟ้าฟาดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายกัดกร่อนที่พร้อมจะหลอมละลายกระดูกและวิญญาณ
"รำคาญตาเสียจริง"
ไป๋จื่อรั่วพึมพำเบื้องหลังหลี่ชิงหยุน นางมิได้ขยับตัวมากนัก เพียงแค่ยกมือเรียวขึ้นวาดออกไปเบื้องหน้าเบาๆ คลื่นความเย็นยะเยือกดุจหิมะพันปีระเบิดออกทันที!
*เปรี้ยง!*
โซ่ตรวนปราณมารที่พุ่งเข้ามาปะทะกับละอองความเย็นของนาง กลับกลายเป็นแท่งน้ำแข็งสีครามในชั่วพริบตา ก่อนจะแตกละเอียดเป็นผุยผงกระจายเกลื่อนพื้น ไอร้อนระอุของถ้ำอัคคีทมิฬถูกความเย็นของเทพธิดาน้ำแข็งกดขี่จนแทบมอดดับ อุณหภูมิลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังถ้ำอย่างน่าอัศจรรย์
"นางมารน้ำแข็งผู้นี้... พลังปราณช่างน่ากลัวนัก!" หนึ่งในยอดฝีมือสำนักมารอุทานด้วยความตื่นตระหนก
"อย่ามัวตกใจ! ร่วมมือกันโจมตีจุดตาย!"
ประมุขเงาโลหิตคำรามลั่น กระบองหนามโลหิตในมือขยายใหญ่ขึ้นเป็นสเท่าตัว ห่อหุ้มด้วยปราณมารสีเลือดเข้มข้น พุ่งทะยานเข้าหาหลี่ชิงหยุนด้วยความเร็วสูง หมายจะบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกเป็นจุลในกระบวนท่าเดียว
ทว่า หลี่ชิงหยุนกลับยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่ง ในวินาทีที่กระบองหนามพุ่งมาประชิดตัว นิ้วเรียวยาวก็สะบัดออกไปข้างหน้าเบื้องล่าง
*ชิ้งงง!*
เสียงกระบี่กังวานก้องกังสดาล กลิ่นอายกระบี่โบราณที่กดดันฟ้าดินพวยพุ่งออกจากฝัก กระบี่บินอัคคีโลหิตหลุดจากฝักด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตาของยอดฝีมือระดับหลอมรวมวิญญาณยังมองตามไม่ทัน ประกายแสงสีชาดสว่างวาบราวกับดาราตกสวรรค์ ตัดผ่านความมืดมิดและค่ายกลมารโลหิตจนขาดสะบั้นในกระบวนท่าเดียว!
"อึก... เป็นไปได้... อย่างไร..."
ประมุขเงาโลหิตเบิกตากว้าง ค้างเติ่งอยู่ในท่ากลางอากาศ กระบองหนามในมือหลุดร่วงลงพื้น ร่างกายของเขานิ่งค้างไปชั่วลมหายใจ ก่อนที่รอยกระบี่บางเฉียบจะปรากฏขึ้นบริเวณลำคอ และร่างของเขาก็ถูกตัดแบ่งเป็นสองท่อน เลือดสดๆ พวยพุ่งย้อมผนังถ้ำจนกลายเป็นสีแดงฉาน
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมถ้ำอัคคีทมิฬทันที ยอดฝีมือสำนักมารที่เหลือต่างหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันไม่คาดคิดเลยว่าเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายให้มาลอบสังหาร จะเป็นปีศาจจำแลงกายมา
"เก่งกาจไม่เบานี่ครับนายท่าน ใช้เวลาเพียงลมหายใจเดียวก็ปลิดชีพหัวหน้าพวกมันได้แล้ว" เจ้าอ้วนเปายิ้มแยกเขี้ยว หางกระดิกดุ๊กดิ๊กอย่างอารมณ์ดี "ปล่อยให้ข้าจัดการพวกที่เหลือเองดีกว่า กำลังอยากยืดเส้นยืดสายพอดี!"
หลี่ชิงหยุนเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีสุขุม รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขากวาดสายตามองยอดฝีมือสำนักมารที่เหลือที่กำลังสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่น่าเกรงขาม
"พวกเจ้าคิดว่า... ส่งคนมาแค่สิบกว่าคนนี้ จะเพียงพอสำหรับการล้างแค้นของสำนักมารงั้นหรือ?"
ทว่า ในขณะที่หลี่ชิงหยุนกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปจัดการกับพวกมันที่เหลือ แผ่นดินใต้เท้าก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
*ครืนนน—!*
ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา ทว่าศิลาผนังถ้ำด้านในสุดกลับพังทลายลงมา เผยให้เห็นทางลับขนาดใหญ่ที่มืดสนิท และสิ่งที่ก้าวเดินออกมาจากความมืดนั้น... มิใช่ศัตรูจากสำนักมารเงาโลหิต ทว่ากลับเป็นเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายดาราโลหิตที่คุ้นเคยยิ่ง
กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... เหนือกว่าระดับหลอมรวมวิญญาณไปไกลลิบ เป็นพลังของขอบเขตแก่นแท้สวรรค์ขั้นสมบูรณ์!
และเมื่อร่างนั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ด หลี่ชิงหยุนก็ต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยประกายตาดุดันที่ล้ำลึกเกินหยั่ง
"ไม่นึกเลย..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ว่าเจ้าสุนัขแก่ตัวนี้... จะกล้าส่งเงาผู้พิทักษ์ส่วนตัวมาต้อนรับข้าถึงที่นี่ด้วยตนเอง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและอักษรยุทธภพนี้ร่วมกันนะครับ - **ลั่วอสูรหมื่นภูผา**
เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 22
กับดักมรณะของสำนักมาร
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!