เสียงคำรามทุ้มต่ำของเหล็กกล้าที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงดันแก๊สจากกระบอกปืนเก็บเสียง ดังขึ้นเพียงแผ่วเบาราวกับเสียงดีดสายธนูในความเงียบงัน แต่มันกลับก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัสของผมอย่างรุนแรง
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น สัญชาตญาณดิบของนักกฎหมายผู้ผ่านคดีอาชญากรรมมานับร้อยทำงานเร็วกว่าความคิด ร่างกายของผมพุ่งเข้ากระแทกแผ่นหลังของลีลานาเต็มแรง จนเราทั้งคู่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมหนานุ่มหลังโต๊ะอาหารวีไอพี กระสุนปืนเจาะเกราะนัดนั้นพุ่งแหวกอากาศผ่านตำแหน่งที่ศีรษะของผมเคยตั้งอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้ว ก่อนจะฝังตัวลงบนบานกระจกใสจนเกิดรอยร้าวรานเป็นแฉกราวกับใยแมงมุม
"หมอบลง! อย่าเงยหน้าขึ้นมาเด็ดขาด!" ผมคำรามลั่น ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น ขณะที่มือขวาเอื้อมไปคว้าด้ามปืนพกประจำกายขนาด 9 มิลลิเมตร ที่ซ่อนอยู่ภายใต้สูทสั่งตัดอย่างรวดเร็ว
ทว่า เงาร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มสวมหมวกแก๊สและหน้ากากอนามัยอำพรางใบหน้า ไม่ได้เปิดฉากยิงซ้ำอย่างที่คาดการณ์ไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่เดิมกลับถอยหลังกลับไปทางบันไดหนีไฟอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ราวกับเป้าหมายของมันในค่ำคืนนี้ไม่ใช่การปลิดชีพผมให้สำเร็จในทันที หากแต่เป็นการส่ง "สาส์นเตือน" บางอย่างที่ทรงพลังพอกลั่นแกล้งจิตใจของพวกเราให้หวาดผวา
ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องอาหารอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับอวลไปด้วยกลิ่นอายของดินปืนและคราบเหงื่อกาฬที่ซึมตามไรผม
"คุณคิน... คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?" เสียงของลีลานาสั่นพร่าเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววทระนงและมั่นใจในทุกตัวบทกฎหมาย บัดนี้เจือไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เธอยันตัวลุกขึ้นด้วยมืออันสั่นเทา พยายามสำรวจร่องรอยกระสุนบนเสื้อผ้าของผม
"ผมไม่เป็นไรครับ..." ผมผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียดเพื่อดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ สายตาสีเทาคมกริบกวาดมองรอยกระสุนบนกระจกสลับกับทิศทางที่มือปืนหลบหนี "แต่วิธีการแบบนี้... มันไม่ใช่การลอบสังหารของมืออาชีพที่ต้องการปิดปากเด็ดขาด แต่มันคือการ 'ขู่' ให้เราหยุดขุดคุ้ย"
ลีลานากัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่นั้นฉายประกายแห่งความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาแทนที่ความหวาดกลัว เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยท่าทางที่พยายามควบคุมความสั่นเครือ "ขู่หรือคะ? ถ้ามันกล้าส่งคนมาถึงที่นี่ แปลว่าเรากำลังเดินเข้าใกล้ 'ความจริง' ที่ใครบางคนยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกปิดไว้แล้วสิคะ"
ใช่ครับ เธอกำลังคิดเหมือนผม
หลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกเรากำลังตามหาจากคดีการเสียชีวิตปริศนาของ ดร.อภิชาติ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ ไม่ได้มีแค่แฟ้มคดีบนโต๊ะทำงานของอัยการ แต่มันซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านหมอกแห่งผลประโยชน์มหาศาล และคืนนี้... แผนการของพวกเราต้องเปลี่ยนไป
แทนที่จะรอให้หลักฐานถูกทำลายโดยฝีมือของพวกมัน เราจำเป็นต้อง "บุก" เข้าไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
สามสิบนาทีต่อมา รถยนต์ซีดานสีดำสนิทของผมจอดสนิทอยู่ลานจอดรถใต้ดินของอาคารสำนักงานใหญ่ 'เปรมอนันต์ โฮลดิ้งส์' ตึกระฟ้าสูงตระหง่านใจกลางเมืองที่ปิดไฟมืดสนิทในยามวิกาล มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากป้อมยามด้านหน้าและหลอดไฟฉุกเฉินตามทางเดินเท่านั้นที่คอยส่องนำทาง
ด้วยบัตรผ่านชั่วคราวระดับผู้บริหารที่ผมถือครองในฐานะอัยการพิเศษผู้ดูแลคดีพิเศษ ทำให้เราผ่านประตูรักษาความปลอดภัยระบบดิจิทัลขึ้นมาถึงชั้นที่ 28 ได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีใครสงสัย
บรรยากาศภายในชั้นผู้บริหารเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระคนเสียงรองเท้าส้นสูงของลีลานากระทบพื้นหินอ่อน กลิ่นอายของกระดาษเก่าและน้ำยาทำความสะอาดลอยอบอวลอยู่ในความมืด ห้องทำงานเก่าของ ดร.อภิชาติ ตั้งอยู่ ณ มุมสุดของโถงทางเดิน ประตูไม้สักบานหนาถูกปิดตายด้วยแถบสติ๊กเกอร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
"คุณแน่ใจนะว่าเราควรทำแบบนี้?" ผมกระซิบถามพลางสอดส่องสายตาไปตามมุมอับของกล้องวงจรปิดที่ถูกปิดระบบชั่วคราวด้วยรหัสผ่านระดับสูงที่ผมแอบเข้าถึงก่อนหน้านี้ "การบุกรุกเคหสถานในยามวิกาลโดยไม่มีหมายค้นเพิ่มเติม ถือเป็นการกระทำที่อยู่นอกกรอบกฎหมายอย่างสิ้นเชิง... ซึ่งมันย้อนแย้งกับตัวตนของคุณทนายความผู้เคร่งครัดในระเบียบอย่างคุณเสียเหลือเกินนะครับ"
ลีลานาหันมาสบตาผม แสงไฟสลัวจากภายนอกหน้าต่างอาคารสะท้อนลงบนดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยว "บางครั้ง... กฎหมายก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องคนชั่วที่ซ่อนอยู่หลังข้ออ้างทางเทคนิคค่ะคุณคิน ถ้าฉันมัวแต่รอหมายศาลที่อาจจะถูกเตะถ่วงโดยผู้มีอิทธิพล พยานปากสำคัญคงถูกฆ่าตัดตอนไปหมดก่อน เหมือนกับพ่อของฉัน..."
ประโยคสุดท้ายของเธอแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับหนักอึ้งในความรู้สึกของผม มันคือบาดแผลลึกในอดีตที่หล่อหลอมให้ทนายความสาวคนนี้กลายเป็นคนแข็งกระด้างและไม่ยอมจำนนต่อความออยอิ่งของอำนาจมืด
ผมไม่ได้เอ่ยคำพูดใดคัดค้านอีก มือข้ายื่นเข้าไปหยิบกุญแจผีชุดพิเศษที่เตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท เพียงไม่กี่วินาที เสียงคลิกเบาๆ ก็ดังขึ้น กลอนประตูห้องทำงานเก่าของ ดร.อภิชาติ ถูกปลดล็อก
เราก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง ความมืดมิดโอบล้อมรอบตัว กลิ่นฝุ่นละอองและกระดาษเก่าคละคลุ้งจางๆ ลีลานาหยิบไฟฉายขนาดเล็กจากกระเป๋าถือขึ้นมาเปิด ลำแสงสีขาวนวลกวาดส่องไปทั่วห้องทำงานที่ถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจายเมื่อหลายวันก่อน
"คุณคิน ลองดูนี่สิคะ" เสียงของลีลานาดังขึ้นจากมุมโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่
ผมสาวเท้าเข้าไปใกล้ เธอใช้ถุงมือยางหยิบกระดาษจดบันทึกแผ่นหนึ่งขึ้นมาส่องดู ภายใต้แสงไฟฉาย ข้อความบนกระดาษไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงตารางการประชุมประจำเดือน แต่สิ่งที่ทำให้ลีลานาขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้ว คือร่องรอยความผิดปกติที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"รอยปั๊มตราประทับ..." ผมพึมพำเมื่อโน้มตัวเข้าไปดูใกล้ๆ "ไม่ใช่รอยประทับจริง แต่เป็นรอยนูนจากการกดทับของตราประทับปลอม"
"ถูกต้องค่ะ" ลีลานากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนเคร่งเครียด "ดร.อภิชาติไม่ได้แค่ร่างเอกสารสัญญาซื้อขายหุ้นพลังงานชิ้นนั้นขึ้นมาเฉยๆ แต่มีใครบางคนบังคับให้เขาลักลอบ 'ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ' เพื่อโอนถ่ายหุ้นมูลค่าหมื่นล้านให้ตกเป็นของนอมินีกลุ่มทุนสีเทา และตราประทับนี้... ถูกทำขึ้นมาใหม่โดยไม่มีบันทึกในสารบบราชการ"
เธอกวาดสายตาไปรอบโต๊ะทำงาน ก่อนจะพบลิ้นชักลับที่ซ่อนอยู่ใต้ช่องเก็บปากกา ลิ้นชักที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดแรกตรวจค้นมองข้ามไปเพราะความประมาท
ด้วยความระมัดระวัง ลีลานาใช้ปลายนิ้วเลื่อนลิ้นชักนั้นออกมาช้าๆ ภายในนั้นไม่มีเอกสารลับกองโต ไม่มีเงินสดมหาศาล มีเพียงสิ่งเดียวที่วางนอนสงบนิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีดำ
มันคือ "หลักฐานชิ้นที่สาม"
ดวงตาของลีลานาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจของเธอสะดุดกึกเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่ผมเองก็ต้องหรี่ตาลงด้วยความตกใจระคนประหลาดใจไม่แพ้กัน เพราะสิ่งนั้นคือแฟลชไดรฟ์ขนาดเล็กสีเงินวาววับ ที่สลักสัญลักษณ์รูปเข็มทิศไขว้กับตาชั่ง... ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับของหน่วยงานตรวจสอบภายในระดับสูงของรัฐบาล
ทว่า ก่อนที่เราจะทันได้เอื้อมมือไปหยิบแฟลชไดรฟ์ชิ้นนั้นขึ้นมาตรวจสอบ เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยของอาคารก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งชั้น!
*หวีดดดดด—!*
แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานกะพริบถี่รัวสาดส่องเข้ามาในห้องทำงานมืดทึบ บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลในชั่วพริบตา และก่อนที่ผมจะทันดึงตัวลีลานาให้ออกห่างจากโต๊ะ ประตูห้องทำงานที่เพิ่งปิดลงเมื่อครู่ก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี
เงาร่างของชายฉกรรจ์สามคนในชุดสูทสีดำสนิทและสวมหน้ากากกันแก๊สพิษ ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้อง พร้อมกับกระบอกปืนกลมือที่ถูกยกขึ้นเล็งตรงมาที่เราทั้งสองคนอย่างพร้อมเพรียง!
ลีลานาสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ มือข้างหนึ่งยังคงกำแฟลชไดรฟ์ชิ้นนั้นไว้แน่น ขณะที่ผมเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอแล้วดึงให้หลบมาอยู่ด้านหลังตัวผมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักปืนพกออกเตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในพื้นที่จำกัดแห่งนี้
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบจากชายผู้เป็นหัวหน้าทีมสังหารดังแทรกเสียงสัญญาณเตือนภัยเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน
"ท่านอัยการ... ค่ำคืนนี้ การท่องเที่ยวชมตึกสำนักงานของท่าน ต้องจบลงตรงนี้แล้วครับ"
โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
กับดักรักซ่อนปมปริศนา•ตอนที่ 6
หลักฐานชิ้นที่สาม
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักซ่อนปมปริศนา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!