"นายเคยรู้สึกไหมตะวัน... ว่าพวกเราเป็นแค่ฝุ่นผงที่บังเอิญตื่นขึ้นมาดูละครสัตว์ชวนหัวของจักรวาล"
เสียงของลูคัสลอยมาท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาที่ความสูงสามพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล เปลวไฟจากกองฟืนตรงหน้าเต้นระบำสะท้อนกับนัยน์ตาคู่นคมของชายชาวฝรั่งเศสผู้รักอิสระ ก่อนที่เขาจะโยนกิ่งไม้แห้งลงไปในกองไฟ ส่งเสียงปะทุเปรี๊ยะปร๊ะและสะเก็ดไฟสีส้มที่พุ่งขึ้นแข่งกับแสงดาว
ผมไม่ได้ตอบทันที ปล่อยให้ความเงียบงันของค่ำคืนบนเทือกเขาหิมาลัยโอบกอดเราไว้ ไอร้อนจากแก้วชานมไขมันจามรีในมือช่วยบรรเทาความหนยะยะเยือกที่กัดกินปลายนิ้วได้บ้าง แต่ความหนาวเหน็บภายในใจสิครับ ที่ดูเหมือนจะไม่มีเครื่องนุ่งห่มใดในโลกนี้เยียวยาให้หายขาดได้ ตลอด22วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ผมตัดสินใจยื่นใบลาออกจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีแต่กลิ่นอายของความกดดันและจอคอมพิวเตอร์พลาสติกสีเทา ผมเดินทางมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้คำตอบที่ตามหาเลยแม้แต่น้อย
"บางที..." ผมเริ่มเอ่ยขึ้น เสียงแหบแห้งเจือความเหนื่อยล้า "ผมอาจไม่ได้กำลังตามหาตัวเองหรอกลูคัส ผมแค่... กำลังวิ่งหนีเงาตัวเองต่างหาก"
ลูคัสหัวנסเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ชายคนนี้ไม่เคยตัดสินใคร เขาปล่อยให้โลกหมุนไปตามวิถีของมันในขณะที่เขานั่งจิบกาแฟดำ เขายื่นมือออกไปบนฟ้า ราวกับกำลังคว้ากลุ่มดาวแอนดรอมิดาที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องบน
"นายจำตอนที่เราอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้เหรอตะวัน นายบอกฉันว่าแสงไฟนีออนมันสว่างเกินไปจนมองไม่เห็นดวงดาว แต่ตอนนี้... ดูฟ้าตรงนั้นสิ ไม่มีตึกสูง ไม่มีป้ายโฆษณา ไม่มีเสียงแตรรถ มีแค่นายกับความมืดมิดที่กว้างใหญ่ที่สุดในชีวิต" ลูคัสหันมามองผม แววตาจริงจังขึ้น "แล้วทำไม... นายถึงยังทำหน้าเหมือนคนแบกโลกทั้งใบไว้อยلล่ะเพื่อน"
คำถามนั้นทิ่มแทงเข้ามาในใจผมอย่างแม่นยำ มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความเหนื่อยล้าจากการทำงานออฟฟิศ แต่ภาพของ 'เธอคนนั้น' คนที่ผมเคยสัญญาว่าจะเดินเคียงข้างไปจนสุดปลายทาง กลับผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ รอยยิ้มสุดท้ายที่สนามบิน วันที่ผมเลือกหันหลังให้ความสัมพันธ์ที่พังทลายเพราะความนิ่งเฉยของผมเอง ผมคิดว่าการเดินทางไกลจะช่วยลบเลือนทุกอย่าง แต่เปล่าเลยครับ... ยิ่งเราอยู่ท่ามกลางความเงียบงันมากเท่าไหร่ เสียงก้องของความผิดพลาดในอดีตก็ยิ่งดังชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน กลุ่มดาวนับล้านดวงส่องแสงระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงามที่ใครบางคนโปรยปรายลงบนผืนผ้าใบกำมะหยี่สีดำสนิท มีกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่ง... ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในตำราดาราศาสตร์เล่มไหน มันเรียงตัวกันอย่างประหลาด คล้ายกับรูปทรงของนาฬิกาทรายที่กำลังถูกบิดเบี้ยว ดวงดาวดวงหนึ่งทางมุมขวากำลังกะพริบแสงสีฟ้าอ่อนและริצוยรี่ ราวกับมันกำลังจะดับสลายลงในไม่ช้า
"นายเห็นนั่นไหมลูคัส..." ผมชี้ปลายนิ้วสั่นเทาขึ้นไปบนท้องฟ้า "ดาวดวงนั้น... มันกำลังตายใช่ไหม?"
ลูคัสแหงนมองตาม เขาเงียบไปนาน ชั่วขณะหนึ่งไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านยอดสนเบื้องหลังเรา
"ดาวทุกดวงบนฟ้าไม่ได้ส่องแสงเพื่อปัจจุบันหรอกตะวัน" ลูคัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง "แสงที่เราเห็นจากมันตอนนี้ อาจเป็นแสงที่เดินทางมานับร้อยนับพันปี บางที... ดวงดาวดวงนั้นอาจจะดับสลายไปตั้งแต่ก่อนที่บรรพบุรุษของเราจะรู้จักก่อไฟเสียอีก แต่แสงของมันยังคงเดินทางมาถึงตาของพวกเราในคืนนี้"
คำพูดของลูคัสราวกับค้อนทุบลงกลางใจผม
*แสงที่ยังคงเดินทางมาถึง... แม้ว่าตัวตนที่แท้จริงจะดับสลายไปแล้ว*
มันช่างสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของผมกับอดีตเสียเหลือเกินครับ เรื่องราวจบลงไปแล้ว ความรักพังทลายลงไปแล้ว แต่ "ร่องรอย" และ "ความเจ็บปวด" ของมัน ยังคงเดินทางข้ามผ่านกาลเวลามาทำร้ายปัจจุบันของผมอยู่ทุกค่ำคืน ผมติดอยู่ในอดีต เหมือนกับคนที่กำลังมองแสงของดวงดาวที่ตายไปแล้ว โดยไม่ยอมรับความจริงว่าความมืดมิดคือสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่
"แล้วเราจะอยู่กับความว่างเปล่านี้ยังไงลูคัส" ผมถามเสียงสั่น หันไปมองเพื่อนร่วมทางที่ตอนนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปกับสายลม
ลูคัสไม่ตอบทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดเศษดินตามกางเกงยีนส์เซอร์ๆ ของเขา ก่อนจะหยิบแผนที่เก่าๆ และเข็มทิศทองเหลืองขึ้นมาจากกระเป๋าเป้
"เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อแก้ไขอดีตตะวัน" ลูคัสพูดพลางหันหลังให้กองไฟที่เริ่มมอดลง "แต่เรามีชีวิตอยู่เพื่อดูว่า... พรุ่งนี้เช้า ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศไหนต่างหาก"
เขายื่นเข็มทิศในมือมาให้ผม หน้าปัดเข็มทิศหมุนวนอย่างไร้ทิศทางในที่มืด ก่อนที่เข็มสีแดงจะค่อยๆ เบนไปทางทิศตะวันออกอย่างมั่นคง แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องชะงักและหยุดหายใจ ไม่ใช่เข็มทิศในมือ...
แต่เป็นเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่ดังขึ้นจากความมืดนอกรัศมีแสงไฟของกองฟืน เป็นเสียงรองเท้าบูทหนังย่ำลงบนพื้นหิมะและกิ่งไม้แห้ง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ... เรื่อยๆ... พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนภายใต้เสื้อกันหนาวมีฮู้ดสีเข้ม ที่ก้าวพ้นความมืดเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเรา
ร่างนั้นค่อยๆ ดึงฮู้ดออก เผยให้เห็นเส้นผมยาวเคลียไหล่และใบหน้าที่ผมคุ้นเคยที่สุดในโลก—ใบหน้าที่ผมพยายามหนีมาตลอด 22 วัน
"บังเอิญจังนะตะวัน... ไม่คิดเลยว่าจะเจอคนหลงทางอยู่ตรงนี้"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและอดทนรอคอยคำตอบไปพร้อมกับผมในเส้นทางที่ยากลำบากนี้นะครับ
แบกเป้ท่องโลกครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 22
ดวงดาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!