บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 1

ใบลาออกที่โต๊ะทำงาน

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
“คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม ตะวัน? โลกข้างนอกนั่นมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คุณคิดหรอกนะ โดยเฉพาะในเวลาที่ชีวิตคุณเพิ่งจะไต่เต้ามาถึงจุดนี้” เสียงของหัวหน้าแผนกดังแทรกผ่านความเงียบงันในห้องทำงานกระจกบานใหญ่ น้ำเสียงนั้นไม่ได้แสดงความห่วงใยอย่างที่เขาพูด แต่มันคือการดูแคลนที่ฉาบไว้ด้วยถ้อยคำของผู้อาวุโส ผมมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกเงาด้านหลัง ผิวหน้าของชายวัยสามสิบที่ดูร่วงโรยกว่าวัย ขอบตาดำคล้ำจากงานที่สุมทับเป็นภูเขาเลากา และใบหน้าเรียบเฉยที่ซ่อนความบ้าคลั่งบางอย่างเอาไว้ ผมวางซองจดหมายสีขาวสะอาดตาลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง น้ำหนักของมันเบาหวิว แต่มันคือสิ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุดในชีวิตของผมตอนนี้ “ผมมั่นใจครับ” ผมตอบสั้นๆ ไม่หลบสายตา ฝนข้างนอกนั่นกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ราวกับท้องฟ้ากำลังวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของผม เสียงหยดน้ำกระทบกระจกหน้าต่างตึกสูงทำหน้าที่เป็นดนตรีประกอบฉากหลังที่บีบคั้นประสาท ผมไม่ได้มาเพื่อขอคำปรึกษา แต่ผมมาเพื่อบอกลา—ไม่ใช่แค่บริษัทนี้ แต่คือลาจากตัวผมเองในเวอร์ชันที่ยอมให้ใครก็ไม่รู้มาขีดเส้นชีวิตให้ “คุณกำลังทำลายอนาคตที่บริษัทนี้สร้างให้คุณ” หัวหน้าขยับแว่นสายตา ลากใบลาออกของผมมาไว้ตรงหน้า แต่ยังไม่ยอมลงนาม “อนาคตที่คนอื่นวางไว้ให้ ผมขออนุญาตนำมันไปคืนไว้ที่เดิมนะครับ” ผมขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายปีที่ผมรู้สึกว่ามันจริงใจที่สุด ผมหันหลังให้ชายตรงหน้า เดินออกมาจากห้องนั้นโดยไม่สนใจเสียงเรียกตามหลัง บรรยากาศในออฟฟิศช่างน่าอึดอัด เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดรัวเร็วราวกับเสียงปืนกลที่ไม่มีวันสงบ ผู้คนก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ไร้หัวใจ ผมกวาดสายตามองโต๊ะทำงานของตัวเอง สิ่งของบนโต๊ะมีเพียงรูปถ่ายใบเก่าที่มุมหนึ่ง มันเป็นรูปถ่ายเมื่อห้าปีก่อน—วันที่ผมเคยมีความสุขมากกว่านี้ ก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับ 'เธอ' จะค่อยๆ กัดกินหัวใจจนเหลือเพียงโพรงว่างเปล่า ผมหยิบของเพียงไม่กี่ชิ้นใส่กระเป๋าเป้ใบเก่าที่คุ้นเคย มันเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย แต่สะพายแล้วรู้สึกถึงอิสระที่พุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด ผมเดินผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงาน หลายคนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ บางคนกระซิบกระซาบ แต่ผมไม่สนใจหรอกครับ ผมก้าวเท้าออกจากประตูบริษัทที่ขังผมไว้ถึง 30 ปีในความหมายของชีวิตการทำงาน เมื่อถึงหน้าประตูตึก ลมพายุพัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าจนเย็นเยียบ ผมสูดหายใจลึก กลิ่นฝน กลิ่นถนน กลิ่นของความไม่แน่นอน... มันหอมหวานอย่างประหลาด โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นรัว ผมหยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงข้อความจากชายที่ผมแทบไม่ได้คุยด้วยมานานหลายปี แต่กลับเป็นคนที่ส่งข้อความหาผมในวันที่ผมตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง *‘ตะวัน เพื่อนเก่า... ถ้านายตัดสินใจจะเดินออกมาจริงๆ วันนี้คือวันที่ฝนจะชะล้างทุกอย่างทิ้งไป ไปหาฉันที่สถานีรถไฟรอบสุดท้าย ถ้าไม่มา... นายจะไม่มีวันได้รู้ว่าทำไมเธอถึงทิ้งรอยเท้าทิ้งไว้ที่นั่น’* หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะ ทันใดนั้น เงาของชายคนหนึ่งยืนพิงเสาไฟอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เขาสวมเสื้อกันฝนสีซีดและแบกเป้ใบใหญ่ไว้ข้างหลัง แม้ใบหน้าจะถูกบดบังด้วยหมวกฮู้ด แต่ท่าทางการยืนนิ่งๆ นั้นผมจำได้ดี เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว มันคือ ลูคัส เพื่อนร่วมทางที่หายตัวไปพร้อมกับปริศนาการหายไปของคนรักของผมเมื่อห้าปีก่อน เขาชูตั๋วรถไฟสองใบขึ้นมาในอากาศแล้วตะโกนข้ามถนนมา “ไปตามหารอยเท้าที่หายไปกันไหม เพื่อนรัก!” ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น รถเมล์คันหนึ่งแล่นผ่านหน้าไปควันสีดำของท่อไอเสียพุ่งใส่ตัวผม แต่สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่ชายตรงหน้าและตั๋วรถไฟที่แขวนชะตากรรมของผมไว้บนเส้นด้าย หากผมก้าวข้ามถนนเส้นนี้ไป ผมจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้แสนธรรมดาคนเดิมอีก... และความลับที่เธอทิ้งไว้ อาจจะเปลี่ยนโลกทั้งใบของผมไปตลอดกาล ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่านที่ร่วมออกเดินทางไปกับผมในบทแรกนะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%