กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโรงเตี๊ยมร้างริมชายป่ามิได้จางหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันกลับเข้มข้นขึ้นราวกับถูกหยาดฝนยามราตรีชะล้างให้ฝังลึกเข้าสู่เนื้อไม้ ฉินมู่เหวินหรี่ตาลงมองซากศพของมือสังหารพรรคโลหิตทมิฬสามคนที่นอนเกลื่อนอยู่แทบเท้า ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือซ้ายยังคงหยดหยาดโลหิตสีชาดลงกระทบพื้นไม้เกิดเสียงดังติ๋ง... ติ๋ง... เป็นจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว
"นายท่าน... ข้าว่าเจ้ารemnant (เศษสัจ) พวกนี้อ่อนหัดเกินกว่าจะทำให้ท่านเสียเหงื่อได้แม้แต่หยดเดียวเสียด้วยซ้ำ"
เสียงเล็กแหลมที่เต็มไปด้วยความกวนประสาทดังขึ้นจากไหล่ขวา จิวจิว... สัตว์อสูรบรรพกาลในร่างพังพอนขนสีเงินยวงสะบัดหางปัดหยดเลือดที่กระเซ็นโดนขนของมันออกอย่างรังเกียจ ดวงตากลมโตสีอำพันกวาดมองไปรอบห้องด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงล้อเลียน "ดูสิ สมบัติวิญญาณระดับก่อเกิดที่พวกมันแย่งชิงกัน แท้จริงแล้วเป็นเพียงก้อนขี้หมาแห้งๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น มนุษย์พวกนี้นี่ช่างน่าขันสิ้นดี"
ฉินมู่เหวินไม่เอ่ยคำใด เขาเพียงแค่เก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวด้วยสังหรณ์ประหลาด ลมปราณปิศาจในตันtian (จุดตันเถียน) ของเขากำลังส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับสัตว์ร้ายที่รับรู้ถึงการมาเยือนของภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่
*ความเย็นเยือกนี้...*
อุณหภูมิภายในรัศมีร้อยวาพลลดฮวบลงอย่างฉับพลัน จากอากาศอบอ้าวในยามค่ำคืน กลับกลายเป็นความเหน็บหนาวเสียดกระดูกที่ทำให้ลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวราวกับถูกดึงเข้าสู่แดนสนธยา บานประตูไม้ที่ผุพังถูกสายลมปราณภายนอกกระแทกจนเปิดผางออกพร้อมกัน เศษเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าครามโปรยปรายลงมาจากเพดานราวกับหิมะโปรยในฤดูเหมันต์
ที่เบื้องหน้าธรณีประตู... เงาร่างหนึ่งยืนสง่านิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
นางสวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาเหมันต์ด้วยด้ายเงิน เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกเย็น ประกายตาสีฟ้าครามคู่สวยนั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดุจดังเทพเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉินมู่เหวินต้องชักกระบี่ออกครึ่งนิ้วโดยสัญชาตญาณ คือกระบี่ยาวในมือของนาง—กระบี่น้ำแข็งร้อยปีที่แผ่ไอสังหารคมกริบจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"เย่ว์อิงเสวี่ย..." ฉินมู่เหวินพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ
นี่มิใช่การพบกันโดยบังเอิญ นางคือศิษย์เอกแห่งหุบเขาจันทราหนาวเหน็บ ผู้ได้รับฉายานางเซียนพิฆาตโลหิต คำสั่งจากสำนักกระบี่เทวะและเบื้องบนแห่งแดนเซียนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำศีรษะของ 'ศิษย์ทรยศ' เช่นเขากลับไปสังเวยแท่นบูชา ทว่า... เหตุไฉนแววตาคู่ที่มักจะเย็นชาดุจน้ำแข็งก้อนนั้น ยามเมื่อมองมาที่เขากลับมีความซับซ้อนบางอย่างวูบผ่านราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำ
"ฉินมู่เหวิน"
น้ำเสียงของนางไพเราะราวกับเสียงระฆังหยกกระทบกัน ทว่ามันกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวในหุบเขาเหมันต์ "เจ้าล้ำเส้นเข้ามาในเขตแดนที่ต้องห้าม บัดนี้... โทษทัณฑ์แห่งสำนักถึงเวลาต้องชำระแล้ว"
"หึ โทษทัณฑ์งั้นรึ?" ฉินมู่เหวินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนางอย่างไม่ประมาท "ตั้งแต่ข้าเหยียบยกกระบี่ทรยศออกจากสำนัก ข้าก็มิได้นับว่าตนเองเป็นศิษย์ที่ต้องก้มหัวให้กฎเกณฑ์ปลอมเปลือกพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว หากเจ้ามารับคำสั่งเพื่อเด็ดหัวข้า เหตุใดไม่ลงมือเล่า? หรือว่า... นางเซียนผู้สูงส่งแห่งหุบเขาจันทราเกิดเปลี่ยนใจ อยากไว้ชีวิตสุนัขจนตรอกเช่นข้าขึ้นมาเสียแล้ว?"
จิวจิวที่อยู่บนไหล่รีบกระโดดถอยหลังไปเกาะอยู่บนคานไม้เบื้องบน มันทำท่าทางขนลุกชันพร้อมกับส่งเสียงกระซิบทางจิต "นายท่าน ระวังตัวให้ดี! ปราณกระบี่ของนางมิใช่เรื่องล้อเล่น นางอยู่ในขอบเขตผสานวิญญาณขั้นสมบูรณ์แล้ว! หากปะทะกันตรงๆ เกรงว่าร่างท่านคงได้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในสามกระบวนท่าแน่!"
เย่ว์อิงเสวี่ยมิได้สนใจเสียงกวนประสาทของสัตว์อสูรบรรพกาล นางก้าวเท้าเข้ามาภายในโรงเตี๊ยมอย่างเชื่องช้า ทุกก้าวที่เท้าสัมผัสพื้น พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าล้วนถูกแช่แข็งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา ปลายกระบี่น้ำแข็งในมือถูกยกขึ้นชี้ตรงมาที่หว่างคิ้วของฉินมู่เหวิน
"วาจาของเจ้ายังคงคมคายไม่เปลี่ยน" เย่ว์อิงเสวี่ยกล่าวเรียบๆ ทว่ามือที่ถือกระบี่กลับสั่นน้อยๆ โดยที่นางพยายามเก็บอาการไว้อย่างแนบเนียน "แต่เจ้าก็รู้ดี... ว่าข้ามิได้มาที่นี่เพื่อฟังคำพูดไร้สาระของเจ้า"
"ถ้าเช่นนั้นก็แสดงฝีมือให้ข้าดูสิ ว่าแปดปีที่มิได้พบกัน วิชา 'กระบี่จันทราไร้ลักษณ์' ของเจ้าก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว!"
ฉินมู่เหวินคำรามลั่นในลำคอ ปราณปิศาจสีดำทะมึนระเบิดออกจากร่างราวกับเปลวเพลิงทมิฬพวยพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า แรงกดดันระดับขอบเขตวิญญาณทลายสวรรค์แผ่ซ่านออกไปจนผนังโรงเตี๊ยมสั่นสะเทือน ใกล้จะพังทลายลงมาเต็มที เขากระชับกระบี่ในมือแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในชีวิต
ทว่า... ในวินาทีที่กระบี่ทั้งสองเล่มกำลังจะปะทะกันจนเกิดประกายไฟสะท้านฟ้า เย่ว์อิงเสวี่ยกลับตวัดข้อมือเปลี่ยนวิถีคมกระบี่อย่างกะทันหัน กระบี่น้ำแข็งเฉียดผ่านหัวไหล่ของฉินมู่เหวินไปเพียงไม่กี่ชิ้นส่วน ทิ้งรอยแผลบางๆ ที่ซึมด้วยโลหิตสีแดงฉานไว้บนเสื้อผ้า พร้อมกันนั้น เสียงกระซิบเบาหวิวราวกับเสียงถอนหายใจก็ลอยเข้าสู่โสตประสาทของเขาโดยที่ไม่มีใครอื่นได้ยิน
*“หนีไป... ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักกำลังตามมาทางทิศตะวันออก...”*
ดวงตาของฉินมู่เหวินเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนแปลกใจ เขายังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใด เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็แหวกอากาศลงมาจากฟากฟ้ายามราตรี เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางป่าใหญ่ แรงระเบิดมหาศาลซัดร่างของทั้งสองกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ท่ามกลางฝุ่นควันตลบอบอวล ร่างชราในชุดคลุมสีทองอร่ามของผู้ดูแลกฎแห่งสำนักกระบี่เทวะก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และโลดแล่นไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ร่วมกันครับ จากใจ "ลั่วอสูรหมื่นภูผา" ครับ
กระบี่วิปลาสกับนางเซียนผู้ล้างมลทินสวรรค์•ตอนที่ 3
ดาบน้ำแข็งแห่งหุบเขาจันทรา
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสกับนางเซียนผู้ล้างมลทินสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
