"อย่าแม้แต่จะหายใจแรงนะครับ"
เสียงกระซิบที่แทบจะกลืนหายไปกับสายลมยามค่ำคืนของธาวินดังขึ้นติดริมใบหูของร่างบางที่เขาเพิ่งกระชากหลบเข้ามุมอับหลังม่านกำมะหยี่สีทึบของระเบียงห้องทำงาน แรงปะทะจากการดึงอย่างกะทันหันทำให้แผ่นหลังนุ่มของลัลนาแนบชิดติดกับแผงอกกว้างที่กำลังกระเพื่อมไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นไม้หอมจางๆ และความร้อนผ่าวจากร่างกายของสถาปนิกหนุ่มโอบล้อมเธอไว้จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ
ที่ด้านหลังบานกระจกใส เพียงฟ้าก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าอันมั่นคง ส้นสูงกระทบพื้นห้องทำงานเสียงดังเป็นจังหวะบ่งบอกถึงความหงุดหงิด เจ้าของร่างระหงหยุดยืนอยู่ตรงโต๊ะทำงานกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจไปรอบห้อง ราวกับสัญชาตญาณนักล่ากำลังบอกเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้
หัวใจของลัลนากระหน่ำเต้นโครมครามจนเธอเกรงว่าคนตัวโตด้านหลังจะได้ยินมันชัดเจน เธอกำหมัดแน่น พยายามกดความตื่นตระหนกไว้ด้วยศักดิ์ศรีของทายาทสวนกุหลาบโบราณที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันช่างบีบคั้นเสียเหลือเกิน พื้นที่ระเบียงแคบๆ มืดทึบ ทำให้ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง ทุกสัดส่วนสัมผัสกันผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนเกิดกระแสความร้อนแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วผิวหนัง
ธาวินเองก็ไม่ได้มีสติที่มั่นคงไปกว่ากันนัก แขนแกร่งข้างหนึ่งของเขายันขอบผนังกระจกไว้เพื่อกั้นไม่ให้ร่างของหญิงสาวต้องถอยรนูไปมากกว่านี้ ส่วนมืออีกข้างโอบกระชับเอวบางไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอขยับตัวจนเกิดเสียง ปลายนิ้วของเขาแนบอยู่กับสะโพกอิ่ม สัมผัสได้ถึงส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจนจนลมหายใจของสถาปนิกหนุ่มสะดุดกึก เขาก้มมองลงมาผ่านความมืดสลัว ดวงตาคมปลาบจับจ้องริมฝีปากเม้มแน่นของหญิงสาวที่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว
"ปล่อยฉันได้แล้วย่ะ..." ลัลนาขยับริมฝีปากกระซิบลอดไรฟัน เสียงของเธอเบาราวเสียงแมวข่วน แต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ "คุณจะฉวยโอกาสกอดฉันไปถึงไหน"
"ถ้าผมไม่ฉวยโอกาสกอดคุณไว้ ป่านนี้คุณคงวิ่งออกไปทักทายคุณเพียงฟ้าให้วงแตกไปแล้วนะครับ" ธาวินกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเจ้าเล่ห์อย่างจงใจ ลลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรดอยู่บนแก้มนวล ทำให้ลัลนารู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ "หรือว่าคุณอยากให้คนอื่นมาเห็นเราในสภาพนี้ล่ะครับ คุณลัลนา"
"คุณ..." เธอตวัดสายตาค้อนขวับใส่เขา แม้ในความมืดจะมองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่รัศมีแห่งความหมั่นไส้พุ่งทะยานจนแทบจะเผาผลาญร่างของคนตัวสูงได้ "ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะ คุณธาวิน! ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลากฉันมาหลบมุมผีบ้าอะไรนี่ ฉันจะโดนจับได้เหรอ"
"เพราะผมช่วยชีวิตคุณไว้ต่างหากครับ ที่ควรทำตอนนี้คือการเงียบแล้วภาวนาให้ผู้หญิงคนนั้นเดินออกไปเร็วๆ ไม่ใช่มาต่อปากต่อคำกับผม"
แม้คำพูดจะฟังดูดุ แต่น้ำเสียงและแววตาที่เขามองเธอกลับไม่ได้ดุร้ายตามไปด้วยเลย ความใกล้ชิดในที่แคบนี้กำลังสร้างแรงดึงดูดบางอย่างที่รุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน เสียงหัวใจของทั้งสองดวงเต้นตรงกันอย่างชัดเจน—ตึ้ก... ตึ้ก... ตึ้ก—ราวกับจังหวะกลองที่ถูกเร่งเร้าให้เร็วขึ้นตามอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ลัลนาเม้มปากแน่น เผลอเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมที่จ้องมองลงมาอย่างมีความหมาย ความถือดีเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอนเมื่อปลายนิ้วของธาวินที่โอบเอวเธออยู่เผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนเธอรู้สึกวูบวาบในท้องน้อย กลิ่นกายสะอาดสะอ้านที่คุ้นเคยเริ่มทำให้สติปัญญาที่เคยเฉียบคมของเธอพร่าเลือน
"มองอะไรครับ..." ธาวินเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาลง นัยน์ตาพราวระยับท่ามกลางเงาสลัว "หน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอครับ ถึงได้จ้องผมไม่วางตาแบบนี้"
"เปล่าสักหน่อย..." เธอปฏิเสธเสียงแข็ง ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด "ฉันแค่กำลังคิดว่า... เมื่อไหร่ผู้หญิงคนนั้นจะไปสักทีต่างหาก ห้องนี้มันแคบเกินไป หายใจไม่ออก"
"แคบเหรอครับ..." ธาวินจงใจโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกโด่งเกือบจะแตะเข้ากับแก้มเนียนของเธอ "แต่ผมกลับรู้สึกว่า... มันกว้างพอที่เราจะทำอะไรได้หลายอย่างเลยนะครับ"
"ธาวิน!" ลัลนาสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงศูนย์ เธอดันแผงอกกว้างของเขาเบาๆ แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดจะสะเทือนสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบคนนี้ได้ กลับกัน ยิ่งเธอขัดขืน อ้อมแขนที่โอบกอดเธอกลับยิ่งรัดแน่นขึ้น ราวกับเขาต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
ที่ด้านในห้องทำงาน เพียงฟ้าถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างขัดเคืองใจเมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ เธอกวาดตามองรอบห้องอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไป พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นไล่หลัง
บรรยากาศความเงียบสงบกลับมาเยือนระเบียงอีกครั้ง แต่ความตึงเครียดกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย นอกเสียจากว่ามันถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นระลึกระทึกใจที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม ทั้งคู่ยังคงยืนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ร่างกายแนบชิด ลมหายใจประสานกัน ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุม
ธาวินก้มมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดเมื่อครู่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกขึ้น ความถือดี ความเย่อหยิ่ง และท่าทางพยศของทายาทสวนกุหลาบสาวคนนี้ไม่เคยทำให้เขาน่าเบื่อเลย มีแต่จะดึงดูดให้เขาอยากเข้ามาใกล้ชิดและพังทลายกำแพงในใจของเธอให้ราบคาบ
"เขาไปแล้ว..." ธาวินกระซิบชิดริมฝีปากของเธอ น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ซ่อนไว้ไม่มิด "แต่ดูท่าทาง... คุณคงยังไม่อยากให้ผมปล่อยคุณตอนนี้ใช่ไหมครับ"
ลัลนาเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบเมื่อสายตาคมกริบของเขาเลื่อนลงมามองริมฝีปากเธอนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองสั่งให้ผลักเขาออกไปให้ไกล แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการนิ่งค้างอยู่ในอ้อมแขนนั้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
ทว่า ก่อนที่สถาปนิกหนุ่มจะได้ทำตามความต้องการที่เร่าร้อนในใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะ—ก๊อก! ก๊อก!
"คุณธาวินครับ อยู่ข้างนอกหรือเปล่าครับ พอดีผมมีเรื่องด่วนต้องรายงาน..." เสียงของกรณ์ดังทะลุเข้ามา พร้อมกับเงาตะคุ่มของเพื่อนสนิทที่กำลังเดินตรงมาทางระเบียงอย่างไม่ทันตั้งตัว!
ธาวินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดเคืองใจ ขณะที่ลัลนาสะดุ้งสุดตัวและพยายามดันอกเขาให้ออกห่างอย่างลนลาน ทว่าในจังหวะที่มือหนากำลังจะผละออกจากเอวบางเพื่อหันไปจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้า สายตาของธาวินก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างของใครอีกคนหนึ่งที่ยืนแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ตรงมุมมืดของบันไดหนีไฟ—ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่พวกเขานิ่งสนิท พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่จุดขึ้นบนมุมปากอย่างมีความหมาย!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สถาปนิกหนุ่มไฟแรงกับทายาทสวนกุหลาบพันธุ์หายาก•ตอนที่ 21
กลิ่นอายความใกล้ชิดในที่แคบ
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มไฟแรงกับทายาทสวนกุหลาบพันธุ์หายาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!