สนับเข่าหนังม้าที่อัดแน่นด้วยนุ่นและแผ่นเหล็กบางถูกรัดด้วยสายหนังวัวจนแน่นตึง เสียงหัวเข็มขัดโลหะกระทบกันดังแกรกกรากท่ามกลางความเงียบงันของกระโจมใหญ่ ฉินหานไม่แม้แต่จะเหลือบสายตาแลมองบาดแผลที่ต้นขาซ้าย ซึ่งรอยแผลเป็นจากคมหอกเมื่อศึกปีก่อนยังคงปูดโปนเป็นสีม่วงคล้ำยามต้องลมหนาว สองมือของแม่ทัพหนุ่มบรรจงสวมถุงมือหนังแกะย้อมสีดำสนิททีละนิ้วอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงดั่งการเตรียมตัวลงมือสังหารเหยื่อในลานประลอง
"ท่านแม่ทัพพิจารณาถี่ถ้วนแล้วหรือครับ ที่จะเดินทางโดยใช้เส้นทางลัดผ่าน ‘ช่องเขาหินอัคคี’ ในยามที่พายุหิมะนอกด่านกำลังก่อตัว"
เสียงหวานใสแต่ทุ้มกังวานราดรดความเยียบเย็นลงบนบรรยากาศตึงเครียด หลินซูเหยายืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะแผนที่ไม้จันทน์ นิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนกำลังกดทับลงบนแผ่นหนังแพะที่เขียนแสดงภูมิประเทศของดินแดนรกร้างนอกด่าน พู่กันขนหมาป่าในมือของนางเพิ่งลากเส้นสีชาดผ่านหุบเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายและโจรป่าชนเผ่าเร่ร่อน นางสวมชุดคลุมขนจิ้งจอกสีเทาเงินทับอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆมงคล ขับเน้นให้ใบหน้ารูปไข่นั้นดูงดงามราวภาพวาด แต่ดวงตากลับฉายแววครุ่นคิดลึกล้ำดั่งเหวน้ำลึก
"หากข้าเลือกเส้นทางหลวงที่มีกองทัพพิทักษ์ชายแดนตรวจตรา ม้าเร็วขององค์ชายสามคงคาบข่าวไปถึงหูฮ่องเต้ก่อนที่เราจะทันได้ข้ามพรมแดนเสียด้วยซ้ำ" ฉินหานเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ หาใช่การเดิมพันชีวิตด้วยการเดินทางเข้าสู่ถิ่นเสือป่า
"แต่เส้นทางนั้นไร้ซึ่งแหล่งน้ำ และเผ่าม้าป่าซ่งหนูไม่ได้ต้อนรับคนจากแผ่นดิน中原 (จงหยวน) เช่นพวกเราด้วยความไมตรี" กุนซือหญิงเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด "ความแค้นระหว่างบรรพบุรุษของท่านกับ‘อ๋องอินทาย’ ผู้นำเผ่าซ่งหนูคนปัจจุบัน ยังคงเป็นหนี้เลือดที่ชำระด้วยรอยยิ้มไม่ได้ การที่เราก้าวเข้าไปในเขตอิทธิพลของพวกเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้ากรงพยัคฆ์ด้วยขาของตนเอง"
ฉินหานก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬกดดันให้บรรยากาศรอบกายแคบลงจนแทบCรัดรึง เขายื่นมือออกไปสัมผัสแผนที่หนังแพะแผ่นนั้น ปลายนิ้วหยาบกร้านผ่านรอยขีดเขียนของนาง "ซูเหยา เจ้ากลัวความตาย หรือกลัวว่าแผนการกู้ชื่อเสียงตระกูลหลินของเจ้าจะสะดุดลงตรงนี้กันแน่"
คำถามนั้นคมกริบดั่งใบมีด แต่หลินซูเหยามิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงแต่ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในสติปัญญาของตนเอง "ความตายเป็นสหายเก่าของข้าตั้งแต่วันที่ตระกูลหลินถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏแล้วท่านแม่ทัพ... แต่สิ่งที่ข้ากลัวที่สุด มิใช่การตายอย่างไร้ค่า หากแต่เป็นการตายโดยที่ยังไม่ได้เห็นหัวของพวกสุนัขรับใช้ในราชสำนักมาสยบแทบเท้าต่างหาก"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันท่ามกลางกลิ่นอายของสนิมเหล็ก หมึกจีน และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยwinterที่นางมักซ่อนไว้ในถุงหอมแนบอก ความใกล้ชิดนี้หนักหน่วงและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ราวกับแม่เหล็กสองขั้วที่ถูกบังคับให้อยู่ร่วมสนามแม่เหล็กเดียวกัน
ฉินหานละสายตาจากนางก่อนเป็นฝ่ายยอมแพ้ เขาสBัดชายเสื้อคลุมแล้วหันไปคว้าดาบยาวประจำกายที่พาดอยู่บนแท่นไม้ "เตรียมตัวให้พร้อม อีกหนึ่งก้านธูป เราจะออกเดินทาง มุ่งสู่หุบเขาไร้ชื่อ"
การเดินทางข้ามผ่านแนวชายแดนแผ่นดินใหญ่สู่ดินแดนรกร้างนอกด่านดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและดุดัน ม้าศึกสายพันธุ์ดีสCบตัวของกองกำลังลับสวมเกราะเบaringเดินเรียงแถวผ่านซอกหินแคบๆ ลมหนาวพัดกรรโชกหอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมแผ่นดินจนขาวโพลนราวกับผืนผ้าดิบไว้ทุกข์ ทัศนวิสัยเบื้องหน้าถูกกลืนกินด้วยพายุหมุนของละอองน้ำแข็ง หลินซูเหยาขี่ม้าอยู่เคียงข้างแม่ทัพหนุ่ม ผ้าคลุมหน้าสีดำที่นางใช้กันลมหนาวถูกแรงลมพัดเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เริ่มซีดเซียวด้วยความเหน็บหนาว แต่ฝ่ามือที่กุมบังเหียนยังคงมั่นคง
ผ่านพ้นค่ำคืนอันยาวนานท่ามกลางลมหนาวเสียดกระดูก กองคาราวานขนาดเล็กหยุดพักพิงหลบภัยในซากปรักหักพังของโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นป้อมปราการชายแดนในสมัยราชวงศ์ก่อน กองไฟกองเล็กถูกจุดขึ้นท่ามกลางซากอิฐมอญสีแดงฉานที่ผุกร่อน
ฉินหานนั่งคุกเข่าลงข้างกองไฟ เขายื่นกระบอกน้ำหนังให้สตรีข้างกาย หลินซูเหยารับมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย นางจิบน้ำอุ่นผสมโสมป่าที่ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บลงไปได้บ้าง ดวงตาคู่สวยมองลอดผ่านซากกำแพงที่พังทลายออกไปสู่ความมืดมิดนอกเขตป้อม
"ท่านแม่ทัพ..." นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "ท่านคิดว่า อ๋องอินทาย จะยอมรับข้อเสนอของเราจริงหรือ? ข่าวลือกล่าวว่าเขาเป็นคนป่าเถื่อน ดุร้าย และเกลียดชังชาวจงหยวนเข้ากระดูกดำ"
"คนประเภทนั้นไม่ได้ต้องการความจงรักภักดี หรือคำสัญญาอันสวยหรู" ฉินหานใช้กิ่งไม้เขี่ยถ่านไฟให้ประกายไฟวับวามขึ้นสะท้อนกับดวงตาที่คมปลาบ "สิ่งที่อินทายต้องการคือผลประโยชน์ และอำนาจที่จะทำให้เผ่าซ่งหนูของเขายิ่งใหญ่เหนือชนเผ่าเร่ร่อนอื่นๆ... และกระบี่ในมือข้า กับมันสมองในหัวของเจ้า คือสิ่งเดียวที่เขากำลังมองหา"
ก่อนที่หลินซูเหยาจะได้ทันเอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าของม้าศึกจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นจากเบื้องล่างหุบเขา เสียงคำรามดุดันภาษาเผ่าเร่ร่อนดังประสานกันระงม ราวกับฝูงหมาป่าหิวกระหายที่กลิ่นเลือดล่อลวงให้ออกมาจากถ้ำ
ฉินหานผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในพริบตา ดาบยาวในฝักถูกชักออกครึ่งเล่ม เปล่งประกายสีเงินยวงตัดกับแสงไฟกองเพลิง เขากวาดสายตามองออกไปเบื้องนอกด้วยสัญชาตญาณนักรบผู้ผ่านตายมานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่กองโจรป่าซ่งหนูอย่างที่คาดคิด
บนยอดเนินเขาสูงชันเหนือซากโบราณสถานขึ้นไป ธนูเพลิงนับร้อยดอกถูกจุดขึ้นพร้อมกันจนสว่างวาบดั่งหมู่ดาวบนท้องฟ้า ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ ร่างของนักรบในชุดเกราะหนังสัตว์นับร้อยนายยืนเรียงรายปิดกั้นเส้นทางถอยร่นทั้งหมดไว้สิ้นเชิง และตรงกลางนั้น ม้าศึกสีดำสนิทตัวใหญ่ยักษ์กำลังก้าวออกมายืนตระหง่าน บนหลังมันคือชายร่างกำยำผู้มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหน้าผากพาดผ่านดวงตาข้างซ้าย ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉินหานด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความแค้นสุมอก
"ฉินหาน... เจ้ากล้าดียังไงถึงนำหัวสุนัขมาให้ข้าถึงถิ่น" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสะท้อนก้องหุบเขา
หลินซูเหยาหน้าถอดสีทันที นางตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีนั้นเองว่า พวกเขาไม่ได้เดินมาหาพันธมิตร... แต่กำลังเดินเข้าสู่ "หลุมพราง" ที่ถูกขุดรอไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
- นักเล่าประวัติศาสตร์ -
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 12
มุ่งสู่หุบเขาไร้ชื่อ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!