น้ำแกงผักกาดป่าเจือจางจนแทบมองเห็นเงาหน้าคนต้ม ไม่ได้ช่วยให้ความแสบร้อนในลำคอของหลินฮวาทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
"นังสะใภ้ขี้โรค! กินเข้าไปชามเดียวแล้วยังทำท่าจะนอนตายอีกหรือไง? งานในลานบ้านกองเป็นภูเขา แกคิดจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกัน!"
เสียงแหลมสูงบาดหูของแม่สามี "ป้าเฉิน" ดังทะลุประตูกระดาษเก่าๆ ที่พับปิดไว้ลวกๆ ตามด้วยเสียงกระแทกถังไม้ดังโครมครามที่หน้าบ้าน เพื่อประกาศศักดาความไม่พอใจ หลินฮวาขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความทรงจำอันสับสนกระจัดกระจายราวกับเศษกระจกแตก เธอไม่ใช่เด็กสาวชาวนาผู้ยอมจำนนต่อโชคชะตาในชนบทมณฑลเสฉวนปี 1978 แห่งนี้ แต่เธอคือเชฟอัจฉริยะจากศตวรรษที่ 21 ที่จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดขณะกำลังเคี่ยวเครื่องเทศสูตรลับระดับปรมาจารย์
กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและกลิ่นสาบของบ้านไม้เก่าผสมผสานกันจนน่าสะอิดสะเอียน ทว่าลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของเชฟมือหนึ่ง เธอกลับได้กลิ่นบางอย่างที่ผิดเพี้ยน—กลิ่นหืนของน้ำมันหมูเก่าเก็บและกลิ่นเหม็นอับของแป้งข้าวโพดขึ้นราในไหครัว
หลินฮวายันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ อาการวิงเวียนศีรษะเล่นงานจนเธอต้องหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อตั้งสติ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ผอมแห้งแรงน้อยราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักโค่นได้ทุกเมื่อหากมีลมพัดแรง แต่ดวงตาคู่สวยที่ลืมขึ้นมาใหม่กลับประกายแสงวาวโรจน์ราวกับคมมีดสเตนเลสชั้นดี ไม่มีแววตาหวาดกลัวหรือยอมจำนนหลงเหลืออยู่เลย
"ตื่นแล้วก็ไสหัวออกมาซักผ้าซะ! อย่าคิดว่าแต่งเข้ามาแล้วจะได้เป็นคุณหนู นอนซมไข้หวังจะให้บ้านฉันเลี้ยงดูฟรีๆ ชามข้าวแต่ละมื้อที่แกกินเข้าไป มันคือหยาดเหงื่อของลูกชายฉันนะ!" ป้าเฉินยังคงตะโกนด่าทอไม่หยุดปาก พร้อมกับใช้ไม้กวาดฟาดเข้ากับผนังไม้ข้างประตูเสียงดังปังๆ
หลินฮวาเหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาจนครบถ้วน สามีของเธอคือ "จางเหว่ย" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้เงียบขรึมและกตัญญูกตเวทีจนเข้าขั้นโง่เขลา เขาทำงานหนักจนหลังขดหลังแข็งเพื่อส่งเงินและเสบียงทั้งหมดให้แม่และน้องชายจอมเกียจคร้าน โดยที่ภรรยาอย่างเธอต้องทนรับความกดขี่ข่มเหงและเศษอาหารประทังชีวิตราวกับสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง
ในขณะที่หลินฮวากำลังจะก้าวเท้าลงจากเตียงไม้ไผ่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน
จางเหว่ยเดินกลับมาจากแปลงนาในสภาพเสื้อผ้าเปียกชุ่มโคลน ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึง ดวงตาคู่คมมีความเหนื่อยล้าฉายชัด แต่เมื่อเขากวาดสายตาเห็นร่างบางของภรรยาที่ยืนเกาะขอบหน้าต่างด้วยความอ่อนแรง ความกังวลระคนห่วงใยก็วาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้นอย่างรวดเร็ว เขารีบวางคานหาบไม้ลงกับพื้นเสียงดังอั๊ก ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาในห้องทันทีโดยไม่สนใจเสียงบ่นกระปอดกระแปดของมารดา
"เจ้า... ลุกขึ้นมาทำไม? นอนพักเสียเถอะ" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นด้วยความยากลำบาก จางเหว่ยเป็นคนพูดน้อยและมักถูกมองว่าเป็นใบ้ในสายตาคนนอกยามที่เขาเลือกจะปิดปากเงียบต่อหน้าความอยุติธรรมของครอบครัว
หลินฮวาเงยหน้าขึ้นมองสามีผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นภาระและชายโง่เขลาในสายตาชาวบ้าน แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและมือหยาบกร้านที่ยื่นเข้ามาประคองข้อศอกเธออย่างระมัดระวัง หัวใจที่ชาชินกับความโดดเดี่ยวของเธอกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด
"ฉันไม่เป็นไรค่ะ..." หลินฮวาเอ่ยตอบ น้ำเสียงแม้จะแหบแห้งแต่กลับชัดถ้อยชัดคำและมีพลังอย่างประหลาดจนจางเหว่ยชะงักไปเล็กน้อย ปกติแล้วภรรยาของเขาจะเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้และหวาดกลัว ไม่เคยมีแววตานิ่งสงบและทรงพลังเช่นนี้มาก่อน
"แกยังจะมีหน้ามาโอ๋มันอีกเรอะ ไอ้ลูกอกตัญญู!" ป้าเฉินก้าวเท้าพรวดพราดเข้ามาในห้องแคบๆ กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นความโลภโชยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส "นังนี่มันตัวกินทุน! ผอมแห้งแรงน้อยใช้การอะไรก็ไม่ได้ วันนี้ถ้ามันไม่ซักผ้ากองโตหลังบ้าน แกก็เตรียมตัวหย่ากับมันซะ!"
จางเหว่ยขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Muscle นูนเด่น เขาขยับตัวบังภรรยาไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณของการปกป้อง "แม่... น้องยังป่วยอยู่ ให้เธอพักอีกสักวันเถอะครับ เดี๋ยวผมซักผ้าเอง"
"แกจะซักเองรึ? งานในนาหรืองานบ้าน แกจะแบกรับไว้คนเดียวทั้งหมดหรือไงไอ้ลูกไม่รักดี!" ป้าเฉินยกมือขึ้นเท้าสะเอว เตรียมจะแผดเสียงด่าทอยาวเหยียดชุดใหญ่
แต่ก่อนที่เสียงแหลมแสบแก้วหูนั้นจะได้เริ่มต้นขึ้น หลินฮวาก็ขยับกายก้าวพ้นแผ่นหลังกว้างของสามีออกมา ดวงตาสงบนิ่งทอดมองแม่สามีด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างกะทันหัน รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของสะใภ้ผู้หวาดกลัว แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าผู้ถือไพ่เหนือกว่าในมือ
"คุณแม่คะ..." หลินฮวาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสั่นเครือ "ท่านบอกว่าฉันกินข้าวบ้านท่านจนเปลืองข้าวสาร และบอกว่าฉันเป็นตัวภาระที่ไร้ประโยชน์ใช่ไหมคะ?"
ป้าเฉินสะดุ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาของสะใภ้ที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่นางก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความทิฐิ "ทำไม? ฉันพูดความจริง! แกมันก็แค่นังขี้โรคที่เกาะลูกชายฉันกินไปวันๆ!"
หลินฮวาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูไพเราะแต่มันกลับทำให้แผ่นหลังของป้าเฉินเยียบเย็นลงอย่างประหลาด เธอก้าวเดินช้าๆ ไปยังมุมห้องที่มีไหเกลือเก่าๆ และเศษกระเทียมแห้งๆ วางอยู่ มือเรียวบางหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลหยาบที่ซ่อนอยู่ก้นย่ามเก่าๆ ออกมา—มันคือ "เครื่องเทศสวรรค์" เกรดพรีเมียมที่ติดตัวเธอข้ามมิติมาด้วย ซึ่งมีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่ามันมีมูลค่ามหาศาลเพียงใดในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
"ในเมื่อคุณแม่พูดถึงเรื่องข้าวปลาอาหารและความคุ้มค่า..." หลินฮวาเงยหน้าขึ้นสบตาแม่สามีตรงๆ ประกายตาคมกริบราวกับคมมีด "งั้นเรามาทำข้อตกลงกันสักตั้งดีไหมคะ?"
จางเหว่ยขมวดคิ้วแน่น เขายื่นมือไปดึงชายเสื้อของภรรยาเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม เพราะรู้ดีว่าการต่อปากต่อคำกับแม่มีแต่จะทำให้ตนเองเดือดร้อนหนักขึ้น แต่หลินฮวากลับเอื้อมมือไปกุมมือหยาบกร้านของสามีไว้แน่น สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเธอนั้นส่งผ่านความมั่นใจและความอบอุ่นจนจางเหว่ยต้องยอมนิ่งเงียบลงโดยปริยาย
"ข้อตกลงอะไรของแก? นังสะใภ้บ้า!" ป้าเฉินถามเสียงแข็ง แม้จะเริ่มรู้สึกหวั่นเกรงในท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือของสะใภ้
"ข้อตกลงที่ว่า..." หลินฮวาแย้มยิ้มกว้างขึ้น ดวงתาทอประกายท้าทาย "ถ้าฉันสามารถใช้เวลาเพียงสามวัน ทำให้ครัวหลังบ้านของเรามีรายได้มากกว่าเงินเดือนทั้งปีของลูกชายคนโปรดของคุณแม่ได้ โดยที่ฉันไม่ต้องแตะต้องงานซักผ้าไร้สาระพวกนั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว... คุณแม่ต้องยอมคุกเข่าขอโทษฉัน และเลิกยุ่งกับชีวิตคู่ของเราเด็ดขาด!"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องแคบๆ ก็พลันเงียบกริบลงทันที ป้าเฉินอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นบ้านด้วยความMเย้ยหยัน
"ฮ่าๆๆ! นังนี่มันเพ้อเจ้อจนสติฟั่นเฟือนไปใหญ่แล้ว! หาเงินมากกว่าเงินเดือนทั้งปีในสามวันเนี่ยนะ? ถ้าแกทำไม่ได้ล่ะวะ?"
"ถ้าฉันทำไม่ได้..." หลินฮวาเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าตกตะลึงของสามี "ฉันจะยอมหย่าและเดินออกจากบ้านหลังนี้ตัวเปล่า โดยไม่เรียกร้องอะไรเลยแม้แต่แดงเดียว!"
"ตกลง!" ป้าเฉินรับคำท้าทันทีโดยไม่ต้องคิด ชีวิตนี้คือนางพญาผู้กุมอำนาจในบ้าน ไม่มีทางที่สะใภ้ขี้โรคจะพลิกเกมได้แน่
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดัน จางเหว่ยกลับขยับตัวเข้าประชิดภรรยา ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงด้วยความเครียดจัด เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคู่คมจ้องมองภรรยาด้วยความไม่เข้าใจและกังวลใจอย่างสุดซึ้ง
"เธอ... พูดอะไรออกมา รู้ตัวหรือเปล่า?" จางเหว่ยเอ่ยถามเสียงกระซิบข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นดินจางๆ ของชายหนุ่มโชยเข้าจมูกหลินฮวา
หลินฮวาหันกลับไปสบตาเขา รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม เธอยื่นมือไปแตะสันกรามของชายหนุ่มเบาๆ อย่างหยอกเย้าและเปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง
"เชื่อใจฉันสิคะ สามี..." หลินฮวากระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในหัวใจของเขา "ฉันจะทำให้คุณเห็นว่า ผู้ชายที่คนอื่นมองว่าโง่เง่าคนนี้ จะกลายเป็นมหาเศรษฐีที่ผู้คนต้องก้มหัวให้ได้อย่างไร"
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นหอมอันเย้ายวนลึกล้ำของเครื่องเทศเกรด S จากมิติลับก็โชยฟุ้งทะลุกรอบหน้าต่างไม้เก่า ออกไปอบอวลคละคลุ้งทั่วทั้งบริเวณบ้านและลอยไปไกลถึงหมู่บ้านข้างเคียงอย่างไร้ที่มา—กลิ่นหอมที่ทรงพลังจนทำให้ฝูงชนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดชะักเท้าเหลียวหลังมองด้วยความตื่นตะลึง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกคนสำหรับการติดตามและสนับสนุนหลินฮวาเสมอนะคะ
เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน•ตอนที่ 1
วิญญาณในร่างสะใภ้ขี้โรค
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!