เสียงหัวسเราะคิกคักของเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งไล่จับผีเสื้อในสวนดอกไม้หลังเรือนกระจก ดึงสติของหลินเฟยให้หลุดออกจากกองเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตค้าปลีกทั่วทั้งมณฑล
ปลายนิ้วเรียวที่สวมแหวนหยกมันแพรวพราว วางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะไม้พะยูงอย่างแผ่วเบา ดวงตากลมโตคู่สวยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนฉายแววสุขุมลุ่มลึก ทอดมองออกไปผ่านกระจกใสบานใหญ่ ภาพเบื้องหน้าคือความฝันในอดีตชาติที่บัดนี้กลายเป็นความจริงอันจับต้องได้... ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ทรัพย์สินที่สร้างด้วยหยาดเหงื่อ และอิสรภาพที่ไม่มีผู้ใดพรากไปได้อีก
"มัวแต่นั่งเหม่ออีกแล้วนะคะ ฮูหยินน้อย หรือว่าตัวเลขในงบดุลไตรมาสนี้จะทำให้สมองอัจฉริยะของภรรยาผมปั่นป่วนเสียแล้ว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นพร้อมกับไออุ่นจากร่างกายกำยำที่สวมกอดล้อมรอบเอวบางจากด้านหลัง จ้าวเหวินหลงในวัยย่างเข้าสู่วัยกลางคน แต่กาลเวลากลับยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าคมคายนั้นดูมีเสน่ห์และน่าเกรงขามยิ่งขึ้น เขาวางถ้วยน้ำสมุนไพรบำรุงกำลังลงบนโต๊ะ ก่อนจะฝังปลายจมูกลงบนขมับของนางสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยมาตลอดหลายสิบปี
หลินเฟยเอียงศีรษะพิงไหล่กว้างของสามีอย่างคุ้นชิน มือเรียวยกขึ้นแตะหลังมือหนาที่มีร่องรอยด้านจากการฝึกฝนและจับอาวุธในอดีต "ฉันไม่ได้กลัวตัวเลขหรอกค่ะ แค่กำลังคิดว่า... ชีวิตคนเรานี่ช่างมหัศจรรย์เสียจริง ใครจะไปคิดว่าเด็กสาวที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากยุคกันดารในวันนั้น จะได้มายืนอยู่จุดนี้ จุดที่เรามีทุกอย่างที่ต้องการ"
จ้าวเหวินหลงกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ดวงตาคมกริบมองตามสายตาภรรยาไปยังสนามหญ้า ที่ซึ่งบุตรชายคนโตกำลังช่วยน้องสาวคนเล็กปลูกต้นไม้ โดยมีสายตาเอ็นดูของปู่ย่าและพี่เลี้ยงคอยดูแลไม่ห่าง "ไม่ใช่เพราะความมหัศจรรย์หรอกค่ะ เป็นเพราะความเด็ดเดี่ยวและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของเธอต่างหาก... ตั้งแต่วันแรกที่ฉันเห็นเธอยืนถือตะหลิวทำอาหารท่ามกลางสายตาดูถูกของคนตระกูลหลิน ฉันก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อเป็น 'เจ้าชีวิต' ของฉัน"
คำเย้าแหย่เจือความจริงจังนั้นทำให้หลินเฟยหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ นางพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสามี สองแขนเรียวโอบรอบคอแกร่ง พลางหรี่ตามองอย่างหยอกล้อ "ปากหวานเสียจริงนะคะ ท่านประธานจ้าวผู้ยิ่งใหญ่แห่งนิคมอุตสาหกรรม หรือว่าไปทำความผิดอะไรมา ถึงได้มาออดออนฉันตั้งแต่บ่ายแกوهเช่นนี้"
"ความผิดเดียวที่ฉันมี คือการรักเธอไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่วันเดียวต่างหากล่ะคะ" จ้าวเหวินหลงกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนจะประทับจูบลงบนหน้าผากเนียนอย่างทะนุถนอม เป็นจูบที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความผูกพัน และผ่านเรื่องราวร้ายดีมาด้วยกันนับไม่ถ้วน
ทว่า ความสงบสุขภายในห้องทำงานส่วนตัวถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง พร้อมกับร่างอวบอัดในชุดผ้าไหมเนื้อดีของแม่บ้านเก่าแก่ที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
"คุณหนูใหญ่... เอ๊ย ท่านประธานหลินกับนายใหญ่คะ ด้านล่างมีแขกไม่ได้รับเชิญมาขอพบค่ะ บอกว่า... มีศักดิ์เป็นถึงป้าสะใภ้และญาติผู้พี่ที่ไม่ได้พบกันนาน..."
หลินเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่มุมปากทันที นางกับจ้าวเหวินหลงสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก็เข้าใจความหมาย สะใภ้รองตระกูลหลินและบุตรสาวจอมทะเยอทะยาน หลังจากถูกเนรเทศออกนอกหมู่บ้านและตกระกำลำบากจากความโลภของตนเองเมื่อหลายปีก่อน ในที่สุดก็ทนความยากจนไม่ไหว จนต้องบากหน้ามาหา 'เศรษฐีใหม่' ที่พวกนางเคยเหยียบย่ำ
"ให้พวกเขาเข้ามาเถอะค่ะ" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "เรามาดูกันว่า คนที่เคยเหยียบเราจมดินในอดีต วันนี้จะมีหน้าตาอย่างไรเมื่อต้องเงยหน้ามองฟ้า"
ณ ห้องรับแขกโอ่อ่าตกแต่งด้วยสไตล์ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและตะวันตก ร่างสองร่างในชุดที่พยายามแต่งให้ดูหรูหราแต่กลับเก่าและเนื้อผ้าด้อยราคา นั่งกระสับกระส่ายอยู่บนโซฟาหนังแท้
สะใภ้รองตระกูลหลินในวัยชราที่เส้นผมแซมขาว ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาและร่องรอยความยากลำบาก สะดุ้งโหยงทันทีเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา นางเงยหน้าขึ้นสบตาเข้ากับหลินเฟยที่สวมชุดสูทกระโปรงสีครีมเข้ารูป ดูสง่างาม ทรงอำนาจ และเปล่งประกายรัศมีของเศรษฐีพันล้าน จนสะใภ้รองถึงกับหายใจติดขัด
"เฟย... เฟยเออร์ ลูกแม่..." สะใภ้รองพยายามปั้นหน้ายิ้มแห้งๆ ส่งเสียงละล่ำละลักพร้อมกับทำท่าจะพุ่งเข้าไปจับมือ
หลินเฟยยกมือขึ้นเพียงนิดเดียว บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก็ก้าวเข้ามาขวางกั้นไว้ทันที ทำให้สะใภ้รองต้องชะงักกึก ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววหวาดกลัวและกระดากอายระคนกัน
"คำว่าแม่ คงใช้เรียกคนที่ให้กำเนิดหรือผู้มีพระคุณนะคะป้าสะใภ้..." หลินเฟยทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามอย่างใจเย็น โดยมีจ้าวเหวินหลงยืนกอดอกนิ่งอยู่ด้านหลัง สร้างแรงกดดันมหาศาลจนแทบหายใจไม่ออก "จำได้ว่าพวกท่านตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันและน้องๆ ไปตั้งแต่ตอนแบ่งมรดกแล้วนี่คะ ลืมไปแล้วหรือว่าเอาสำมะโนครัวเราไปเผาทิ้งกลางลานหมู่บ้านอย่างไร?"
บุตรสาวของสะใภ้รองที่เคยเชิดหน้าชูตาในอดีต บัดนี้ก้มหน้าหลบสายตา ร่างกายสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสู ความเจ็บแค้นที่เคยมีถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าความสำเร็จอันไร้ที่ติของคนที่พวกนางเคยรังแก
"พวกเรา... พวกเราแค่ลำบากมากจริงๆ นะเฟยเออร์..." สะใภ้รองเริ่มบีบน้ำตา ยกมุมเสื้อขึ้นซับหัวตาที่ไร้หยาดน้ำตาจริง "พี่ชายของเธอก็ล้มป่วย สามีก็จากไป... เห็นแก่สายเลือดตระกูลเดียวกัน เมตตาพวกเราสักครั้งเถอะนะ ให้เงินก้อนโตหรือตำแหน่งงานในบริษัทของเธอสักตำแหน่ง แค่พอกินพออยู่ก็พอแล้ว..."
หลินเฟยจ้องมองภาพนั้นด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ความโกรธเกรี้ยว ไร้ความสมเพช เวทนา หรือแม้แต่ความสะใจ... มีเพียงความว่างเปล่าและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสัจธรรมของชีวิต คนปลูกถั่วย่อมได้กินถั่ว คนหว่านพืชเล่วย่อมได้เก็บเกี่ยวผลกรรม
"ความเมตตามีไว้สำหรับคนที่มีจิตสำนึกและรู้จักคุณคนค่ะป้าสะใภ้..." หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่น้ำหนักคำพูดราวดั่งค้อนเหล็กทุบลงกลางใจ "ส่วนท่าน... สิ่งที่ท่านควรทำในวัยนี้ ไม่ใช่การมาแบมือขอทานจากคนที่ท่านเคยเหยียบย่าม แต่คือการสำนึกบาปและใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไรให้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน"
นางโบกมือเพียงครั้งเดียว บอดี้การ์ดก็นำซองเอกสารสีน้ำตาลวางลงตรงหน้าสะใภ้รอง
"นี่คือเงินจำนวนหนึ่ง... พอสำหรับซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในชนบทและค่าครองชีพไปจนตาย ด้วยเงื่อนไขเดียวคือ... ห้ามมาเหยียบที่นี่อีก และห้ามใช้ชื่อตระกูลหลินหรือตระกูลจ้าวไปแอบอ้างทำเรื่องเด็ดขาด หากฝ่าฝืน... แม้แต่กฎหมายก็ช่วยท่านไม่ได้"
สะใภ้รองมองซองเงินด้วยแววตาทั้งละอายและโลภโมโทสัน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับแววตาเด็ดเดี่ยวเยือกเย็นของหลินเฟย และรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของจ้าวเหวินหลง นางก็รู้ทันทีว่านี่คือ 'ความเมตตา' ครั้งสุดท้ายที่พวกนางจะได้รับจากผู้หญิงที่ชื่อหลินเฟย
สองแม่ลูกพยักหน้ารับอย่างจำยอม คว้าซองเงินนั้นไว้แล้วก้มหน้าก้มตาเดินออกจากคฤหาสน์ไปอย่างพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์
เมื่อประตูบานใหญ่ปิดลง ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวอีกครั้ง หลินเฟยถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ความขุ่นข้องหมองใจทั้งหมดราวกับถูกปัดเป่าให้หายไปพร้อมกับสายลมยามเย็น
จ้าวเหวินหลงเดินเข้ามาโอบไหล่บาง พลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย "เหนื่อยไหมคะ?"
หลินเฟยส่ายหัวรอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้า นางซบหน้าลงกับอกแกร่ง "ไม่เลยค่ะ... กลับรู้สึกโล่งใจเสียอีก เหมือนได้ปิดฉากหนังสือเล่มเก่าอย่างสมบูรณ์แบบ"
"ถ้าอย่างนั้น... ได้เวลาไปทำหน้าที่สำคัญที่สุดของวันนี้แล้วค่ะ" ชายหนุ่มกระซิบชิดริมหู
"หน้าที่อะไรอีกคะ?" นางเลิกคิ้วสงสัย
"หน้าที่ในการมีความสุขกับสามีและลูกๆ ตลอดไปอย่างไรล่ะคะ"
จ้าวเหวินหลงจูงมือภรรยาผู้เป็นดั่งดวงใจเดินออกไปสู่สวนดอกไม้ที่แสงอาทิตย์อัสดงกำลังทอประกายสีทองอร่าม เสียงหัวسเราะของลูกๆ และกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารฝีมือพ่อบ้านและแม่ครัวใหญ่ที่ลอยมาตามลม เป็นเครื่องยืนยันว่า... การเดินทางข้ามกาลเวลาอันยาวนานนี้ ได้พาพวกเขามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งความสุขที่แท้จริงแล้ว
ความสุขที่มั่นคง งดงาม และคงอยู่ชั่วนิรันดร์
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สู้ชีวิต และเติบโตมาพร้อมกับหลินเฟยและจ้าวเหวินหลงจนถึงหน้าสุดท้ายนี้นะคะ
ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี•ตอนที่ 50
บทส่งท้าย: ความสุขชั่วนิรันดร์
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!