“ใครอนุญาตให้เจ้าเอาวัตถุดิบชั้นเลวแบบนี้มาปนกับของที่จะใช้แข่ง!”
เสียงแหลมสูงของสะใภ้รองตระกูลหลินดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายบริเวณลานกว้างหน้าหอประชุมประจำตำบล หล่อนยืนเท้าสะเอว สายตาจ้องเขม็งไปที่ตะกร้าผักของหลินเฟยด้วยท่าทางรังเกียจราวกับเห็นสิ่งปฏิกูล ทั้งที่ในนั้นมีเพียงผักกาดขาวสดกรอบและต้นหอมที่เพิ่งเก็บจากแปลง
หลินเฟยไม่ได้สะทกสะท้าน เธอเพียงแค่วางตะกร้าลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงดัง ‘ปัง’ เบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาด้วยแววตาเรียบเฉย “พี่สะใภ้รองคะ วัตถุดิบแต่ละอย่างล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าคนปรุงนั้น ‘มีฝีมือ’ พอที่จะดึงรสชาติของมันออกมาหรือไม่ ไม่ใช่เอาแต่โทษสิ่งของเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวว่าตัวเองจะแพ้หรอกนะคะ”
“เจ้า!” สะใภ้รองหน้าแดงก่ำ นิ้วชี้สั่นระริก “ปากดีนักนะ! คอยดูเถอะ ว่ากรรมการจะตัดสินอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่ทุกคนได้ชิมอาหารจานขยะของเจ้า!”
หลินเฟยยกยิ้มมุมปาก ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เธอรู้ดีว่าการแข่งขันทำอาหารครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือการประกาศศักดาให้คนในตำบลได้เห็นว่า เธอที่เคยถูกตราหน้าว่าไร้ค่า แท้จริงแล้วคือผู้ที่กุมความลับแห่งรสชาติที่ไม่มีใครเทียบได้ ในจังหวะที่มือเรียวสวยหยิบเครื่องปรุงจาก ‘มิติลับ’ ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้า ซึ่งเป็นซอสถั่วเหลืองหมักสูตรพิเศษที่หาไม่ได้ในตลาดทั่วไป จ้าวเหวินหลงก็เดินเข้ามาเงียบๆ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงวางมือลงบนไหล่ของเธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ แววตาคมกริบของชายหนุ่มปรายตามองสะใภ้รองจนอีกฝ่ายต้องยอมถอยห่างไปอย่างเสียไม่ได้
กลิ่นหอมของเครื่องเทศเริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ หลินเฟยเริ่มลงมือทำ ‘หมูตุ๋นซอสแดง’ เมนูที่เธอเลือกมาเพื่อชิงชัย เคล็ดลับของเธอคือการใช้ไฟที่นิ่งสงบและการรักษาสมดุลของรสชาติ เธอหยิบพริกไทยป่นและเครื่องเทศที่แอบหยิบมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตในมิติออกมาอย่างรวดเร็ว กลิ่นที่แปลกใหม่และยั่วน้ำลายทำให้บรรดาผู้เข้าแข่งขันคนอื่นต่างเหลียวมอง
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังเคี่ยวซอสอยู่นั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากทางฝั่งคณะกรรมการ
“นั่นมันอะไรกัน? ทำไมจู่ๆ กระทะของสะใภ้รองถึงมีควันพุ่งออกมาขนาดนั้น!” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น
หลินเฟยรีบหันไปมอง เห็นสะใภ้รองกำลังทำหน้าตื่นตระหนก พยายามตักซอสที่ไหม้เกรียมออกจากกระทะ แต่ในความตื่นตระหนกนั้น หลินเฟยสังเกตเห็นประกายตาที่ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ สะใภ้รองจงใจทำหม้อซอสของตนให้ไหม้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครมอง เดินตรงมาที่โต๊ะของเธอพร้อมกับถือถ้วยเล็กๆ ไว้ในมือ
“หลินเฟย ระวัง!” เสียงทุ้มของจ้าวเหวินหลงดังขึ้น
ยังไม่ทันที่หลินเฟยจะได้ตั้งตัว สะใภ้รองก็จงใจสะดุดขาตัวเอง ‘บังเอิญ’ ทำน้ำซุปปริศนาในมือสาดลงมาที่หม้อตุ๋นของหลินเฟยอย่างแรง!
กลิ่นไหม้และกลิ่นสาบแปลกปลอมกระจายตัวทันที หลินเฟยเบิกตากว้าง เธอคว้าตะหลิวขึ้นมาหมายจะตักส่วนที่ปนเปื้อนออก แต่ทว่าน้ำสีดำมืดที่สะใภ้รองสาดลงไปนั้นกลับมีฤทธิ์รุนแรง มันกัดกร่อนเนื้อหมูจนกลายเป็นสีคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมาในชั่วพริบตา
“ว้าย! ตายแล้ว! หลินเฟย นี่เจ้าทำอาหารอะไรเนี่ย? ทำไมกลิ่นมันถึงได้เหมือนเนื้อเน่าแบบนี้ล่ะจ๊ะ!” สะใภ้รองแสร้งทำเป็นตกใจ ปิดจมูกและตะโกนบอกกรรมการเสียงดัง
ความเงียบเข้าปกคลุมลานแข่ง กรรมการสามท่านเดินตรงมาที่โต๊ะของหลินเฟยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเอ่ยขึ้น “หลินเฟย... เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร? ของแบบนี้จะเอาไปให้ใครกินได้?”
หัวใจของหลินเฟยเต้นรัว แต่ในความวิกฤต เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบจากมิติลับของเธอ เธอรู้ดีว่านี่คือแผนการสกปรก เธอจึงนิ่งสงบ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหยิบช้อนตักซอสที่ปนเปื้อนขึ้นมาดมเพียงเล็กน้อย
“นี่ไม่ใช่ฝีมือของข้าค่ะท่านประธาน” หลินเฟยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง “แต่เป็นกลิ่นของสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดคอกวัว ซึ่งมีพิษและเป็นอันตรายต่อร่างกาย... หากท่านไม่เชื่อ เราลองให้สุนัขของลุงจางที่อยู่แถวนี้มาพิสูจน์ดูไหมคะ ว่ามันจะกล้ากินเนื้อหม้อนี้หรือไม่”
สะใภ้รองหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘สารเคมี’ หล่อนรีบแก้ตัว “เจ้า...เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้า! ใครจะไปรู้ว่าเจ้าอาจจะทำเองแล้วโยนความผิดให้คนอื่น!”
ทว่า ทันใดนั้น จ้าวเหวินหลงที่เงียบมาตลอดก็นั่งยองๆ ลงข้างโต๊ะของหลินเฟย เขาหยิบเศษผ้าที่ตกอยู่ใกล้เท้าของสะใภ้รองขึ้นมา มันมีคราบของเหลวสีดำหลงเหลืออยู่ ก่อนจะหันไปทางกรรมการ “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านครับ ข้าพเจ้าพบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสารนี้ไม่ได้มาจากกระทะของหลินเฟย แต่มันติดมาจากมือของคนที่พยายามทำลายการแข่งขันนี้... และดูเหมือนว่า มือของสะใภ้รองในตอนนี้ กำลังสั่นเพราะความกลัวอยู่พอดีเลยนะครับ”
คำพูดของจ้าวเหวินหลงทำให้ทุกคนหันไปจ้องมองมือของสะใภ้รองทันที และใช่... ที่ปลายนิ้วของหล่อนมีรอยเปื้อนสีดำเข้มที่ยังไม่แห้งสนิท
สะใภ้รองหน้าซีดเผือดจนแทบเป็นลม แต่ก่อนที่ใครจะได้ตัดสินความผิด เสียงปริศนาจากฝูงชนก็ดังขัดจังหวะขึ้น
“หยุดการแข่งขันทั้งหมดเดี๋ยวนี้!”
เสียงแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งดังขึ้น ทุกสายตาหันไปมอง บุรุษลึกลับในชุดคลุมสีเทาเดินแทรกตัวเข้ามา เขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อครัวหลวงที่เกษียณอายุจากในเมืองที่ทุกคนต่างเล่าขานถึงความโหดร้ายและลิ้นที่ละเอียดอ่อนที่สุดในมณฑลนี้
เขาเดินตรงมาที่โต๊ะของหลินเฟย ก้มลงดมหม้อตุ๋นที่ไหม้เกรียมนั้น แล้วแสยะยิ้มที่ทำให้หัวใจของทุกคนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “กลิ่นเหม็นนี่มันคุ้นเหลือเกิน... เจ้าหนู ข้าถามจริง เจ้าไปเอาสูตรลับนี้มาจากไหนกัน?”
หลินเฟยชะงัก เธอไม่ได้กลัว แต่สิ่งที่ชายชราพูดต่อไปกลับทำให้เธอนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
“เพราะในหม้อนี้... ไม่ได้มีแค่เนื้อหมู แต่มี ‘บางอย่าง’ ที่ข้าตามหามาตลอดสามสิบปี”
รี้ดเดอร์ทุกท่านคะ เตรียมลุ้นไปพร้อมกับหลินเฟยในตอนหน้าด้วยกันนะคะ!
หลินฮวายุคปฏิรูป
ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี•ตอนที่ 19
การแข่งขันทำอาหารประจำตำบล
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!