โลหิตสีดำสนิทหยดติ๋งลงบนพื้นหินอ่อนศิลาอัคนี เสียงนั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของมหานครเทียนโจว
"หลี่มู่เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิถีกระบี่สามภพของเจ้า จะต้านทาน ‘เขตแดนโลหิตหมื่นวิญญาณ’ ของข้าได้?"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดุจมาจากขุมนรกของ ‘หมิงเทียนหลาง’ จ้าวสำนักมารโลหิต สะท้อนก้องไปทั่วท้องฟ้าที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต ท้องนภาราตรีถูกฉีกกระชากด้วยสายฟ้าสีม่วงคลั่ง เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวพายุขนาดมหึมาปกคลุมทั่วทั้งเมืองเบื้องล่าง ประชาชนและเหล่าผู้ฝึกตนต่างหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปดั่งคลื่นยักษ์ บดขยี้อาคารบ้านเรือนจนสลายกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา
ทว่า ใจกลางพายุแห่งมหันตภัยนั้น หลี่มู่เฉินยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม
ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของเขามีรอยฉีกขาดจากคมดาบมาร แต่แววตาของชายหนุ่มกลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี และประกายคมกริบของวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ ในมือของเขา ‘กระบี่จันทราดารา’ เปล่งแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าตัดกับบรรยากาศสีเลือดรอบกาย อักขระโบราณนับหมื่นตัวเวียนว่ายอยู่รอบคมกระบี่ ส่งเสียงคำรามราวกับพญามังกรที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
"วิถีมารอันชั่วช้า ต่อให้เจ้ากลืนกินวิญญาณนับล้าน ก็เป็นได้เพียงแค่ธุลีใต้คมกระบี่ของข้า" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบราบ แต่ทุกคำทรงพลังดุจประกาศิตจากสวรรค์
หมิงเทียนหลางใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นตามขมับ กระบี่โลหิตในมือขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นเสาแสงค้ำฟ้า มันคือเคล็ดวิชาต้องห้ามที่สูบเอาพลังชีวิตของคนทั้งเมืองมาเป็นของตน "ปากดีนัก! เช่นนั้นวันนี้ ข้าจะลบชื่อ ‘หลี่มู่เฉิน’ ออกจากหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพด้วยมือของข้าเอง!"
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระบี่สีเลือดพุ่งทะยานผ่ากลางนภา มันรวดเร็วเสียจนมิติรอบข้างปริแตกเป็นรอยแยกสีดำสนิท แรงปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทำลายกำแพงเมืองโบราณของเทียนโจวพังครืนลงมาในชั่วพริบตา
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง แสงสีเงินยวดยวงก็วาบขึ้นเบื้องหน้าหลี่มู่เฉิน
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะสาดกระเซ็นดั่งดอกไม้ไฟแห่งความตาย ร่างเพรียวระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายเมฆาปรากฏขึ้นอย่างสง่างาม นางคือ เยี่ยจื่อซี เซียนสาวผู้เยือกเย็นและงดงามไร้ที่ติ ใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็งสลัก แต่ในยามนี้ แววตาคู่คมกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและโทสะที่ถูกกดทับไว้ กระบี่เซียนเหมันต์ในมือของนางสั่นระริก ปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกที่แช่แข็งสายฟ้าสีเลือดให้หยุดค้างกลางอากาศ
"ศิษย์พี่ใหญ่..." เยี่ยจื่อซีเอ่ยเสียงเบา ร่างของนางถอยหลังมากระชิดแผ่นหลังของชายหนุ่ม ไออุ่นจากร่างกายของเขาสัมผัสได้ผ่านเนื้อผ้า "ท่านลืมสัญญาแล้วหรือ ว่าพวกเราจะก้าวข้ามผ่านวิบากกรรมนี้ไปด้วยกัน... ท่านไม่มีสิทธิ์แบกรับมันไว้คนเดียว"
หลี่มู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาที่เคยไร้คลื่นอารมณ์ไหววับชั่วขณะ เขาเหลือบมองหญิงสาวผู้ดื้อรั้นแต่เด็ดเดี่ยวข้างกาย มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง ท่ามกลางมหาสงครามที่เดิมพันด้วยชีวิต
"เจ้าเด็กคนนี้นี่... ดื้อด้านเสียจริง" เขาถอนหายใจยาว แต่แววตากลับทอประกายอ่อนโยนขึ้นอย่างประหลาด "ถ้าเช่นนั้น... วันนี้เรามาดูกันว่ากระบี่ของข้ากับกระบี่ของเจ้า อย่างไหนจะสับกระดูกของจ้าวสำนักมารผู้นี้ให้เป็นชิ้นๆ ได้เร็วกว่ากัน"
"ใครจะช้ากว่ากัน... ต้องลองดู" เยี่ยจื่อซีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มุมปากกลับแย้มยิ้มเยือกเย็นเช่นกัน
สิ้นเสียงของทั้งสอง พลังปราณสองสาย—ปราณกระบี่เซียนผู้บริสุทธิ์ดุจหิมะพันปี และปราณกระบี่ดาราผู้ทะนงตนเหนือฟ้าดิน—ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็น ‘วัฏจักรหยินหยางกระบี่สวรรค์’ แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ขับไล่เมฆหมอกสีเลือดให้มลายหายไปในพริบตา ความกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณของหมิงเทียนหลางถูกบดขยี้จนแทบแหลکสลาย
จ้าวสำนักมารโลหิตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าของมันเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง "นี่มัน... วิชากระบี่ผสานวิญญาณในตำนาน! เป็นไปไม่ได้! พวกเจ้าทำได้อย่างไร!"
"ตายเสียเถอะ!"
หลี่มู่เฉินและเยี่ยจื่อซีประสานเสียงก้อง ร่างทั้งสองพุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกัน ประกายกระบี่ทั้งสองสายประสานกันเป็นรูปพญามังกรและหงส์สวรรค์พุ่งเข้าทะลวงร่างของหมิงเทียนหลางอย่างไร้ปราณี
*ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดผ่านดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของจ้าวสำนักมารแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความแค้นเคือง ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำ และหายลับไปกับสายลมแห่งรัตติกาล มหานครเทียนโจวกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ทว่า ท้องฟ้ายามราตรีกลับไม่ได้กระจ่างใสอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อวิบากกรรมแห่งจ้าวสำนักมารผ่านพ้น หลี่มู่เฉินหอบหายใจเล็กน้อย เขากำลังจะหันไปเอ่ยปากกับศิษย์น้องข้างกาย ทว่า จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยือกยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับศัตรู ไอสีดำทมิฬสายหนึ่งที่แปลกประหลาดและทรงพลังยิ่งกว่าหมิงเทียนหลางนับร้อยเท่า ก็พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกมิติเบื้องล่างอย่างกะทันหัน!
และเสียงกระซิบแหบพร่าอันคุ้นเคย—เสียงที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับประตูปิดตายแห่งปรภพ—ก็ดังขึ้นข้างหูของเขา...
*"พี่ใหญ่... ท่านทิ้งข้าไว้เบื้องล่างนานเกินไปแล้วนะเจ้าคะ..."*
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 15
สยบจ้าวสำนักมาร
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!