"มู่เฉิน... อย่าหันกลับมา"
สุ้มเสียงเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูของเยี่ยจื่อซีดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ถูกกลืนกินหายไปกับม่านหมอกสีชาดที่หมุนวนราวกับปากอสูร ทว่าปลายนิ้วเรียวยังคงพยายามไขว่คว้าหาความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา—แต่มันช้าไปเพียงเสี้ยววินาที
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอกล่าวต้อนรับท่านรี้ดทุกท่านเข้าสู่บทที่ 22 ของ "ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ" ในค่ำคืนนี้ค่ะ...
เพล้ง!
เสียงราวกับกระจกแก้วสวรรค์แตกสลายดังสะท้อนก้องกังวานในห้วงสำนึก หลี่มู่เฉินสะบัดกระบี่โบราณในมืออย่างรุนแรง ปราณกระบี่สีครามเข้มระเบิดออกเป็นวงกว้าง แผ่พุ่งทำลายภาพลวงตานับพันที่ซ้อนทับกันอยู่เบื้องหน้าจนแหลกละเอียดเป็นจุล ทว่าเมื่อหมอกควันจางลง เขากลับพบว่าตนเองยืนอยู่บนแท่นศิลาโบราณกลางหุบเขาอสูรโลกันตร์ รอบด้านไม่มีเงาร่างของนางเซียนผู้เยือกเย็นอีกต่อไป มีเพียงความเงียบงัดและกลิ่นอายความตายที่โชยเอื่อยบาดผิวเนื้อ
"มิติมายาซ้อนมิติ... ช่างกล้ามนัก" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่หรี่ลงเล็กน้อย ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ารอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
เขารู้ดีว่าดินแดนลับแห่งนี้หาใช่สถานที่ธรรมดาไม่ มันคือค่ายกลโบราณที่หลงเหลือจากยุคบรรพกาล ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบจิตใจและตัดขาดความผูกพันของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร การที่เขาและเยี่ยจื่อซีถูกแยกจากกันย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็น "เจตจำนง" ของค่ายกลที่ต้องการโจมตีจุดอ่อนในจิตใจของพวกเขาโดยตรง—ความห่วงหาอาทรที่มีต่อกัน
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของเยี่ยจื่อซี ร่างบางของนางกำลังเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวอันน่าสะพรึงกลัวในแดนลับอีกฟากฝั่งหนึ่ง
บรรยากาศรอบตัวนางเต็มไปด้วยเศษซากกระดูกของเซียนและมารที่ทับถมกันเป็นภูเขาเลากา ท้องฟ้าเหนือศีรษะเป็นสีเลือดและไร้ซึ่งดวงจันทร์ มีเพียงเงาร่างนับร้อยที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด เงาร่างเหล่านั้นล้วนมีใบหน้าและรูปร่างเหมือนกับนางราวกับพิมพ์เดียวกัน—เงาแห่งจิตมารที่สะท้อนความกลัว ความลังเล และความเย่อหยิ่งในอดีต
"เจ้าคิดว่าเขาจะปกป้องเจ้าได้ตลอดไปหรือ?" เงาร่างหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน รอยยิ้มบนริมฝีปากของมันช่างดูบิดเบี้ยวและน่าขนลุก "บุรุษผู้นั้นแบกรับภาระแห่งฟ้าดินไว้บนบ่า ยิ่งเจ้าอยู่ใกล้เขา เจ้าก็ยิ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เขาต้องดับสูญ!"
เยี่ยจื่อซีไม่ได้ตอบคำถามนั้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย นางยกกระบี่คู่ใจขึ้นช้าๆ ปราณเซียนบริสุทธิ์สีขาวโพลนพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า สะท้อนแสงสีเลือดของท้องรอบข้างจนสว่างวาบ
"วาจาสุนัข... เขากับข้า จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ฟ้าดินก็ไม่มีสิทธิ์กำหนด"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย รัศมีกระบี่รอบกายของนางระเบิดออกอย่างเกรี้ยวกราด นางรู้ว่าหลี่มู่เฉินกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบของตนเองอยู่เช่นกัน และหนทางเดียวที่จะได้พบกันอีกครั้ง คือการฟาดฟันอุปสรรคเหล่านี้ให้ราบคาบ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นภาพลวงตาหรือเงาจิตมารของตนเองก็ตาม!
ตัดกลับมาที่หลี่มู่เฉิน บุรุษหนุ่มกำลังสาวเท้าก้าวเดินไปบนสะพานศิลาแคบๆ ที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำแห่งวิญญาณ ทันใดนั้น สายลมเยือกเย็นก็พัดผ่านพร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคย
"ศิษย์พี่ใหญ่... ช่วยข้าด้วย"
ร่างของเยี่ยจื่อซีปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ปลายสะพาน นางกำลังถูกโซ่ตรวนแห่งความมืดพันธนาการไว้ทั่วร่าง ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ใบหน้าซีดเซียวจนน่าใจหาย นางส่งสายตาเวทนาและอ้อนวอนมายังเขา—เป็นภาพที่กระชากหัวใจของหลี่มู่เฉินให้เจ็บแปลบราวกับถูกคมกระบี่นับพันกรีดแทง
นี่คือภาพลวงตาที่สมบูรณ์แบบที่สุด มันหยิบยกเอาความกลัวที่ลึกที่สุดในจิตใจของเขาออกมา—ความกลัวที่จะต้องสูญเสียนางไปตลอดกาล
หลี่มู่เฉินหยุดเดิน สองมือที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนเส้นโลหิตที่ขมับปูดโปน ปราณมารและปราณเซียนภายในร่างตีรวนกันอย่างบ้าคลั่งจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอ
"เจ้าไม่ใช่ นาง... ไม่ใช่จื่อซีของข้า" หลี่มู่เฉินหลับตาลงช้าๆ เพื่อตั้งสติ ลมหายใจเข้าออกยาวลึก สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ไร้พ่ายผุดขึ้นในห้วงความคิด ความผูกพันคือจุดอ่อน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือคมดาบที่คมที่สุดในการตัดGรขาดกิเลสทั้งปวง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัวและประกายแสงคมกริบดุจดวงดาวดับแสง
"หากฟ้าดินต้องการใช้ภาพลวงตานี้มาทดสอบข้า..." หลี่มู่เฉินยกกระบี่ชี้ตรงไปเบื้องหน้า ปราณกระบี่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านหมอกสีชาดจนฉีกขาดเป็นทางยาว "ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้... ผ่ามิติแห่งความหลอกลวงนี้ทิ้งเสีย!"
ฉัวะ!
ประกายแสงสีครามสว่างวาบจนกลืนกินทุกสรรพสิ่ง แรงกระแทกจากการตวัดกระบี่ครั้งนี้รุนแรงจนผืนแผ่นดินในดินแดนลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับโลกใบเล็กกำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ภาพลวงตาของเยี่ยจื่อซีที่ถูกล่ามโซ่สลายกลายเป็นละอองแสงสีดำทันที
ทว่า ในขณะที่รอยแยกของมิติปรากฏขึ้นเบื้องหน้า และหลี่มู่เฉินกำลังจะก้าวข้ามผ่านไปยังอีกฝั่งเพื่อตามหานาง เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและทรงพลังจนกดทับวิญญาณก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่า
"ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นศิษย์พี่ผู้หาญกล้ายิ่งนัก แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... นางยังมีชีวิตอยู่ให้เจ้าไปพบ?"
หลี่มู่เฉินชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อเงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ ในมือของมันคือ... ปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ที่เปื้อนคราบโลหิตสีแดงฉาน ซึ่งเขาจำได้ดีว่าเป็นปิ่นที่เขาเคยปักลงบนเรือนผมของเยี่ยจื่อซีด้วยมือตนเอง!
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 22
กับดักลวงตา
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!