ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 25

จุมพิตใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“หากแม้นวันนี้ข้าต้องกลายเป็นจ้าวปรภพที่สูญสิ้นซึ่งความทรงจำทั้งหมด... สิ่งเดียวที่ข้าหวังว่าจะไม่หลงลืม คือเงาร่างของเจ้าที่ยืนอยู่เคียงข้าง ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนนี้ค่ะ, ศิษย์พี่” สำเนียงหวานล้ำที่เอื้อnออกมาราวกับกริชน้ำแข็งที่กรีดผ่านความเงียบงันของค่ำคืน ยามนี้ตำหนักเหมันต์สวรรค์ถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีครามกระจ่างตา รัศมีปราณดาราจักรหมุนวนเป็นเกลียวอยู่เบื้องล่าง ราวกับมหาสมุทรแห่งดวงดาวที่ถูกย่อส่วนลงมา กลิ่นอายความเยือกเย็นแผ่ซ่านจนแม้แต่อากาศยังจับตัวเป็นผลึกเกล็ดน้ำแข็งรูปดอกเหมันต์ร่วงหล่นลงสู่พื้นหยก เยี่ยจื่อซี เซียนสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพธิดาน้ำแข็งไร้ใจ ยามนี้เรือนร่างบอบบางภายใต้ชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์กลับสั่นเทาเล็กน้อย หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากมน เบื้องหน้าของนางคือหลี่มู่เฉิน—ชายหนุ่มผู้กุมชะตากรรมแห่งสามภพเอาไว้ในกำมือ ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่คู่นั้นทอดมองนางด้วยความล้ำลึก สุขุม และเยือกเย็นดั่งหุบเหวพันปี ทว่าลึก,ลงไปในห้วงนัยน์ตากลับซ่อนประกายระอุร้อนที่พร้อมจะเผาผลาญกฎเกณฑ์สวรรค์ให้มอดไหม้เป็นจุล “จื่อซี... เจ้าช่างดื้อรั้นเสียจริง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พลางยื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสแกوفةนวลเนียน ทว่ากลับชะงักค้างไว้กลางอากาศด้วยความลังเล—ความลังเลที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาเซียนไม่ควรจะมี ตัวตนของเขายังคงแบกรับภาระอันหนักอึ้งจากอดีตชาติ และเงาตามตัวของปรภพที่จ้องจะกลืนกินวิญญาณทุกดวง หากเขายื่นมือเข้าไปใกล้กว่านี้ สัญชาตญาณเตือนว่าความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างศิษย์และอาจารย์ที่ค้ำจุนกันมาเนิ่นนานจะพังทลายลง ไม่มีวันหวนคืนสู่จุดเดิมได้อีก แต่นางหรือจะยินยอมให้เขาถอยหลัง? เยี่ยจื่อซีไม่รอช้า นางขยับกายเข้าไปประชิดอย่างรวดเร็วดุจสายลมปราณวายุ เรี่ยวแรงทั้งหมดของเซียนสาวถูกทุ่มเทลงไปในปลายนิ้วเรียวที่เอื้อมไปควաբข้อมือแกร่งของหลี่มู่เฉิน ดึงมือของเขาให้แนบลงบนแกوفةนวลของนางโดยตรง ผิวสัมผัสที่อุ่นร้อนตัดกับความเย็นเยือกของชุดเซียนสร้างความสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของทั้งสองฝ่าย “อาจารย์... ท่านยังคงมองข้าเป็นเพียงเด็กน้อยที่ต้องคอยปกป้องเช่นนั้นหรือคะ?” น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความตัดพ้อและความเว้าวอนที่หาได้ยากยิ่ง “ข้ามิใช่ศิษย์ตัวน้อยที่อ่อนแออีกต่อไปแล้ว ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนบรรพกาลด้วยตนเองได้ ก็เพื่อที่จะยืนหยัดเคียงข้างท่าน ไม่ใช่เพื่อยืนมองท่านแบกรับความตายไว้เพียงผู้เดียว” ดวงตาของหลี่มู่เฉินวูบไหว รัศีกระบี่รอบกายที่เคยแผ่ขยายเพื่อคุ้มกันภัยพลันสงบลงอย่างฉับพลัน บรรยากาศรอบด้านราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตราแห่งห้วงเวลา ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับจังหวะการหมุนวนของดาราจักรเบื้องล่าง ความสัมพันธ์ที่ถูกกั้นขวางด้วยศีลธรรม ประเพณี และทำเนียบสำนักเซียน ยามนี้กำลังถูกเผาผลาญด้วยเปลวเพลิงแห่งความเสน่หาที่สะสมมานานแรมปี “เจ้าไม่รู้หรอกว่าการเดินเคียงข้างข้านั้น... มันหมายถึงการเป็นศัตรูกับฟ้าดินทั้งผวง” หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างแก้มนาง “ข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าต้องแปดเปื้อนเลือดและทัณฑ์สวรรค์เพราะข้าได้” “ถ้าเช่นนั้น... ให้ข้าได้ร่วมรับทัณฑ์สวรรค์นั้นกับท่านเถิดค่ะ” สิ้นคำพูดอันเด็ดเดี่ยว เยี่ยจื่อซีก็เขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย ร่างกายของนางแนบชิดติดกับแผ่นอกกว้างของเขาอย่างไร้ช่องว่าง ดวงตากลมโตคู่นั้นหลับลงพริบตาเดียว ก่อนที่ริมฝีปากนุ่มนวลจะทาบทับลงบนริมฝีปากหนาของหลี่มู่เฉินอย่างไม่ทันตั้งตัว โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน... อักขระปราณนับล้านที่ลอยอยู่รอบตำหนักเหมันต์สวรรค์พลันระเบิดออกเป็นละอองแสงสีเงินระยิบระยับ รสสัมผัสที่เยือกเย็นในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความล้ำลึก หวานล้ำ และเร่าร้อนดุจเปลวเพลิงในแดนสนทยา หลี่มู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงชั่วอึดใจ ก่อนที่สัญชาตญาณดิบของบุรุษจะเข้าครอบงำ มือแกร่งที่เคยถือกระบี่สะบั้นฟ้าเปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวบางของนางให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณตน จุมพิตใต้แสงจันทร์นี้มิใช่เพียงแค่การแสดงออกทางอารมณ์ หากแต่มันคือการประกาศก้องต่อหน้าสวรรค์และปรภพ ว่าสองดวงจิตนี้ได้ยอมจำนนต่อกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว สัจธรรมแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ต้องตัดขาดซึ่งกิเลส ถูกแผดเผาจนมอดไหม้ในอ้อมกอดนี้ ปราณเซียนและปราณมารภายในร่างของหลี่มู่เฉินที่เคยตีกันอย่างบ้าคลั่ง กลับสงบลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากหัวใจของหญิงสาว ทว่า... ในวินาทีที่ความลึกซึ้งเดินทางมาถึงจุดสูงสุด เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้าก็ดังขึ้นผ่ากลางความเงียบ! *เปรี้ยงงงงง—!* ม่านเมฆสีนิลทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วเหนือตำหนักเหมันต์สวรรค์ สายฟ้าสีเลือดเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางค่ายกลดาราจักรอย่างไร้ความปรานี แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นหยกสลายกลายเป็นผุยผง หลี่มู่เฉินผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจ นัยน์ตาคมกริบแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามแห่งเทพเซียนผู้จุติ เขายื่นแขนข้างหนึ่งโอบอุ้มเยี่ยจื่อซีไว้ข้างกาย ปลายมืออีกข้างสะบัดออกเบาๆ กระบี่วิญญาณเก้าอัสนีพุ่งทะยานออกจากฝักพร้อมส่งเสียงกรีดร้องก้องกังวานท้าทายสายฟ้าสวรรค์ ทว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันและสายฟ้าสีเลือด กลับไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์ที่พวกเขารอคอย... แต่เป็นเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง กำลังยืนไขว่ห้างอยู่บนยอดกระบี่โบราณที่ปักอยู่บนขอบหน้าผา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ส่งตรงเข้ามาในจิตวิญญาณของทั้งคู่ "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่ว่าที่จ้าวปรภพผู้นี้ ไม่มีสิทธิ์มีความสุขก่อนที่ *'นาง'* จะตื่นขึ้นมาหรอกนะ" — ชิงเสวี่ยเหมันต์
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%