"ถ้าสมองส่วนหน้าของคุณยังทำงานได้ปกติ ช่วยกรุณาประมวลผลใหม่ด้วยนะครับ คุณสถาปนิก... ว่าข้อเสนอเมื่อกี้ ผมพูดในฐานะตัวแทน ไม่ใช่ตัวตลกในงานปาร์ตี้"
ความเงียบสงบในห้องประชุมกระจกใสย่านใจกลางเมืองราวกับถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว รณกรกะพริบตาช้าๆ ความตกตะลึงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปากอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนกวาดมองร่างโปร่งบางของคนที่ยืนกอดอกเชิดหน้าท้าทายเขาอย่างไม่เกรงกลัว
สิ้นคำพูดนั้น... รณกรถึงกับเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ส่วนลินินก็อ้าปากค้าง หน้าถอดสีจนซีดเผือกทันที
ย้อนกลับไปเมื่อสามวินาทีที่แล้ว ลินินเผลอพลั้งปากพูดประโยคที่ท้าทายอำนาจมืดของเจ้าพ่อวงการออกแบบอย่างรวดเร็วเกินไป จนสมองของเขาเองยังตามไม่ทันคำพูดของตัวเองที่หลุดออกไปจากความโมโหล้วนๆ
ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่กลไกการเอาตัวรอดของนักเจรจาต่อรองมือฉกาจจะทำงาน ลินินรีบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวระรัวเหมือนกลองเพล
"เอ่อ... หมายถึง..." ลินินพยายามจะแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม แต่ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว
รณกรค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาภายใต้เสื้อเชิร์ตสีดำพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมชายชาตรี เขาก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดตัวลินินทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง จนคนที่ปากดีเมื่อครู่ต้องถอยหลังไปชนกับกระจกใสโดยอัตโนมัติ
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายโชว์หรี่เข้าจมูก ลินินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว มือเรียวที่ไขว้ไว้ข้างหลังจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ
"เมื่อกี้... เธอว่ายังไงนะ?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรกดังขึ้นชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่บอบบาง ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"ผม... ผมไม่ได้..." ลินินพยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ท่อนแขนแกร่งข้างหนึ่งของรณกรกลับยกขึ้นทาบกับกระจกใส ขวางทางหนีเอาไว้เสียสนิท ราวกับกรงข้องที่สร้างขึ้นจากร่างกายของเขาเอง
รณกรโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้น ดวงตาคมปลาบจ้องมองริมฝีปากที่เพิ่งจะต่อปากต่อคำกับเขาเมื่อครู่ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นบนเรียวปากหยักลึก
"ปากเก่งเสียจริงนะ ลินิน" รณกรเอ่ยชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่า เย้าแหย่ระคนคุกคาม "กล้าดีนี่... เป็นคนแรกในรอบหลายปีเลยมั้ง ที่กล้าพูดจาแบบนี้ใส่หน้า 'รณกร' คนนี้"
"ปล่อยผมนะ คุณรณกร" ลินินเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ขาจะสั่นพับๆ อยู่ข้างใน ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร "ถอยออกไปห่างๆ ด้วย ระยะห่างระหว่างเรามันเกินขอบเขตความเป็นมืออาชีพไปมากแล้วครับ"
"ความเป็นมืออาชีพเหรอ?" รณกรแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจใบเนียนใสที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธ (หรือความเขินกันแน่ เจ้าตัวก็ไม่อาจแน่ใจ) "คนที่เดินเข้ามาในอาณาเขตของคนอื่น แล้วเปิดฉากหาเรื่องก่อน... มีสิทธิ์มาเรียกร้องความเป็นมืออาชีพด้วยงั้นหรือ?"
"ผมไม่ได้หาเรื่อง! ผมแค่พูดความจริง โปรજેกต์นี้มันล่มแน่ถ้าคุณยังดึงดันจะใช้แบบแปลนโบราณคร่ำครึนั่น!" ลินินเผลอเสียงดังขึ้นด้วยความลืมตัว ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดจนลืมกลัวไปชั่วขณะ นิ้วเรียวชี้ไปยังแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงาน "ตึกนี้จะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลว ถ้าคุณไม่ฟังเสียงสะท้อนจากตลาดบ้าง!"
รณกรนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะคำพูดวิจารณ์ผลงานของเขา แต่เป็นเพราะประกายไฟในดวงตาคู่สวยนั้นต่างหาก ลินินในยามนี้ช่าง... มีชีวิตชีวา และดึงดูดสายตาเสียจนเขาลืมบทสนทนาไปชั่วขณะ
ปกติแล้ว ผู้คนรอบตัวเขามักจะก้มหน้าพับเพียบ ยิ้มแห้งๆ และเออออห่อหมกไปกับทุกสิ่งที่เขาออกแบบ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ กับเขาด้วยซ้ำ แต่คนตรงหน้า... กลับกล้าจิกกัด ตอกกลับ และต่อfตกรองกับเขาทุกเม็ดราวกับกำลังเล่นเกมหมากรุกที่สูสี
"แปลนของฉัน... คร่ำครึอย่างนั้นเหรอ?" รณกรทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลงจนน่าใจหาย ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากของทั้งคู่แทบจะชนกัน ลินินต้องแหงนหน้ามองขึ้นไป สบเข้ากับดวงตาดำขลับที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร
"ใช่... คร่ำครึ โบราณ และไร้รสนิยมสำหรับคนยุคนี้" ลินินเชิดคอเถียงสุดใจ แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก "ถ้าคุณมั่นใจนัก ทำไมไม่ลองเปิดประตูรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นดูบ้างล่ะครับ หรือว่า... กลัวว่างานของตัวเองจะสู้คนอื่นไม่ได้?"
โอ้โห... จี้จุดดำมืดในใจเข้าอย่างจัง
รอยยิ้มบนใบหน้าของรณกรหายวับไปในพริบตา แววตาเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันความรู้สึกถูกจุดประกายด้วยความกรุ่นโกรธ ปมในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ลึกที่สุด ถูกสะกิดขึ้นมาด้วยคำพูดง่ายๆ ของคนปากกล้าคนนี้
บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนจากความตึงเครียดแบบหยอกล้อ กลายเป็นความกดดันอันหนักอึ้งที่แทบจะหายใจไม่ออก รณกรขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน มือที่ทาบกระจกอยู่กำเข้าหากันช้าๆ
"เธอไม่รู้อะไรเลย ลินิน..." รณกรเอ่ยเสียงลอดไรฟัน แววตาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "อย่ามาทำเป็นรู้ดีในสิ่งที่เธอไม่มีวันเข้าใจ"
"ถ้าไม่พูดแล้วใครจะรู้ล่ะครับ?" ลินินเองก็รั้นไม่แพ้กัน น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นร่องรอยความเจ็บปวดพาดผ่านดวงตาของอีกฝ่าย แต่วาจาก็ยังคงคมกริบ "คุณกsังขังตัวเองไว้ในห้องกระจกนี้ สร้างกำแพงสูงลิบลิ่วเพื่อกันทุกคนออกไป... เซฟโซนที่คุณสร้างขึ้นมาเนี่ย มันปลอดภัยจริง หรือแค่ขี้ขลาดกันแน่?"
เปรี้ยง!
ประโยคสุดท้ายราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของรณกร ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวระคนกัน ร่างหนาขยับตัวเข้าประชิดจนลินินไม่มีทางหนี มือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวไว้มั่น แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่เด็ดขาดและแสดงถึงการสูญเสียการควบคุม
ลินินสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตา ร่างกายแข็งทื่อเมื่อพบว่าตอนนี้ใบหน้าของพวกเขากำลังห่างกันแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นผิดเพี้ยนของทั้งสองฝ่าย
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิต เคมีบางอย่างระเบิดตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางสงครามประสาท
รณกรจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดเมื่อครู่ ไล่สายตาขึ้นมาที่ดวงตากลมโตที่ฉายแววท้าทายปนความหวั่นไหวเล็กๆ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วไปทั่วร่าง ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือเพียงความรู้สึกอยากจะปราบพยศคนปากเก่งคนนี้ให้หมอบราบคาบศอกอยู่ใต้ร่างของเขา... ในความหมายอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงาน
"ปากเก่งนักนะ..." รณกรกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงแหบพร่าจนคนฟังต้องกลืนน้ำลาย "ถ้าพูดเก่งนัก ทำไมไม่ลองใช้ปากพูดเรื่องอื่นดูบ้างล่ะ?"
ลินินชะงัก สมองประมวลผลคำพูดสองแง่สองง่ามนั้นไม่ทัน แก้มเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ความกล้าหาญทั้งหมดเมื่อครู่เหมือนจะบินหนีหายไปกับสายลม ลินินอ้าปากจะด่ากลับ แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงใดๆ ออกมา
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิต (หรือเสียงทำลายบรรยากาศที่น่าหงุดหงิดที่สุด)
ทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันราวกับโดนไฟลวก รณกรหันขวับไปมองที่ประตูด้วยแววตาหงุดหงิดถึงขีดสุด ส่วนลินินรีบยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทางอย่างลนลาน ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู
ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้อذنุญาต ร่างเพรียวระหงของหญิงสาวในชุดสูทแบรนด์เนมก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้า และแฟ้มเอกสารในมือ
"คุณรณกรคะ เอกสารสัญญาโปรเจกต์ใหม่ส่งมาถึงแล้วค่ะ... เอ๊ะ? ดิฉันขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย?"
รณกรสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่ค้างคา เขากวาดสายตากลับมามองลินินที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาอยู่ข้างกระจก มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น
ก่อนที่รณกรจะหันไปตอบเลขาฯ สาว เขาก้มตัวลงกระซิบเบาๆ ข้างหูของลินินเป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังใจสั่นสะท้าน
"เกมของเรายังไม่จบแค่นี้หรอกนะ... ลินิน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความฟินปนแซ่บในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟโซนที่เธอไม่เคยเปิดประตูรับ•ตอนที่ 3
ปากกล้าขาท้าทาย
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่เธอไม่เคยเปิดประตูรับ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
