เสียงแก้วแชมเปญกระทบกันเบาๆ ในห้องจัดเลี้ยงหรูหราใจกลางกรุงเทพมหานคร ทว่ามันกลับดังชัดเจนราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจของใครบางคน รินรดาในชุดราตรีสีดำสนิทปักเลื่อมระยิบระยับ ทว่าความมืดมิดของชุดกลับขับเน้นให้ผิวเนื้อขาวผ่องและใบหน้าเรียวคมที่เชิดขึ้นอย่างถือดีนั้นดูทรงพลังและเย้ายวนจนแทบหยุดหายใจ
ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่กรีดแทงหัวใจของคนที่ยืนจ้องมองเธออยู่ไม่ไกลให้แหลกสลายลงทีละน้อย
"ดูเหมือนคุณศิลาจะละสายตาจากคุณรินไม่ได้เลยนะคะ... ระวังแชมเปญในมือจะหกเอาเสียล่ะครับ"
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลของ *ทิวา* ดังขึ้นข้างกาย รินรดาปรายตามองคู่ค้าทางธุรกิจคนสำคัญผู้มีรอยยิ้มพราวเสน่ห์ประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ทิวากระชับวงแขนโอบรอบเอวคอดกิ่วของเธออย่างสนิทสนมเกินกว่าคนรู้จักทั่วไป สัมผัสอุ่นร้อนที่ทาบทับลงบนเนื้อผ้ากำมะหยี่ไม่ได้ทำให้เธอสะดุ้งสะเทือน เพราะในยามนี้ มีเป้าหมายเดียวที่ดึงดูดทุกประสาทสัมผัสของเธอให้ตื่นตัว
"ปล่อยให้เขามองไปเถอะค่ะคุณทิวา... ของที่เคยโยนทิ้งลงถังขยะ พอวันหนึ่งรู้ว่าเป็นเพชรเม็ดงาม จะมาร้องแรกแหกระเขินอยากได้คืน มันก็คงสายเกินไปแล้วล่ะค่ะ"
น้ำเสียงหวานใสทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดอาบน้ำผึ้งถูกส่งออกไปอย่างจงใจ รินรดาลอยหน้าลอยตารับสัมผัสจากทิวา ก่อนจะหันไปสบตากับร่างสูงใหญ่ของ *ศิลา* ที่กำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าตึงเครียด กรามแกร่งบดเข้าหากันจนนูนเด่น แววตาคมกริบที่เคยเย็นชาและว่างเปล่าในยามที่เธอร้องขอความรัก บัดนี้กลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความหึงหวงและความเจ็บปวดที่เธอยินisเป็นผู้ยัดเยียดให้เขาลิ้มลอง
"รินรดา..."
เสียงเรียกนั้นแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ศิลาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันในยามนี้ช่างสั้นนัก แต่มันกลับเต็มไปด้วยกำแพงแห่งความเกลียดชังที่หนาทึบจนยากจะทะลวงผ่าน กลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวของอดีตภรรยาที่เขาเคยละเลยและผลักไส บัดนี้กลับหอมหวลจนทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด หัวใจที่ด้านชามาตลอดหลายปีเต้นระรัวด้วยความเจ็บแปลบยามเห็นเธอยืนแนบชิดอยู่กับผู้ชายอื่น ผู้ชายที่พร้อมจะแย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของเขาไป
"อุ๊ย... คุณศิลา มีธุระอะไรกับดิฉันและคุณทิวากะทันหันอย่างนี้คะ หรือว่าเครื่องดื่มในงานไม่ถูกปาก ถึงได้ทำหน้าเคร่งเครียดเสียจนน่ากลัวแบบนั้น" รินรดาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ศิลาไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้างที่เริ่มหันมามอง เขากวาดตามองมือของทิวาที่ยังคงโอบเอวบางไว้อย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและไร้ซึ่งเยื่อใย
"ถอยไป... ทิวา นี่เรื่องส่วนตัวของฉันกับภรรยา" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟัน นัยน์ตาดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังคู่แข่งทางธุรกิจ
ทิวายิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน มือหนายิ่งกระชับเอวรินรดาแน่นขึ้นอีกนิด พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนโมโห "ภรรยา? เท่าที่ผมทราบ คุณศิลากับคุณรินรดาหย่าขาดจากกันตามกฎหมายมานานพอสมควรแล้วนี่ครับ หรือว่าความจำของคุณศิลามีปัญหา... อีกอย่าง ตอนนี้คุณรินรดาให้เกียรติมาเป็นแขกคนสำคัญและคู่ค้ารายใหญ่ของผม การที่คุณมาแสดงกิริยาล่วงเกินแบบนี้ มันดูเสียมารยาทไปหน่อยนะครับ"
คำพูดของทิวาเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ ศิลาขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความหึงหวงแผดเผาจนเขาแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะกระชากข้อมือเล็กของอดีตภรรยาให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมของผู้ชายอื่น ทว่ารินรดากลับไวกว่า เธอสะบัดแขนออกอย่างแรงจนร่างสูงชะงัก ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะสมมาเนิ่นนาน
"อย่ามาแตะต้องตัวดิฉันด้วยมือสกปรกคู่นั้นของคุณค่ะ คุณศิลา!"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ท่ามกลางความเงียบงันของแขกเหรื่อรอบข้างที่เริ่มหยุดบทสนทนาเพื่อหันมาดูความบันเทิงระดับไฮโซ ศิลาชะงักค้าง ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามได้ยินคำว่า 'สกปรก' หลุดออกมาจากริมฝีปากที่เขาเคยพร่ำจูบด้วยความลุ่มหลงในอดีต
"ริน... ผมแค่อยากคุยกับคุณ ดีๆ... เรามีเรื่องต้องคุยกันตามลำพัง" ศิลาพยายามปรับน้ำเสียงให้软ลง แม้ว่ามันจะขัดกับทิฐิอันสูงส่งของเขาอย่างยิ่งยวด แต่นับตั้งแต่คืนวันที่เขารู้ความจริงทั้งหมด หัวใจของเขาก็ไม่เคยสงบลงได้เลย ภาพความเยزียดหยามที่เขาเคยทำกับเธอในอดีต ตามหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืนราวกับฝันร้าย
"ตามลำพังงั้นเหรอคะ?" รินรดาหัวعู่ออกมาเบาๆ เสียงหัวعู่นั้นช่างเย็นชาและบาดลึก "ในอดีต ตอนที่ดิฉันนั่งรอคุณอยู่ที่บ้านหลังนั้นตามลำพังคืนแล้วคืนเล่า คุณเคยสนใจไหมคะว่าดิฉันจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้คุณมีสิทธิ์อะไรมาขอร้องให้ดิฉันไปคุยด้วย... เชิญคุณดื่มด่ำกับบรรยากาศงานเลี้ยงตามสบายเถอะค่ะ ดิฉันกับคุณทิวายังมีธุระสำคัญต้องไปคุยกันต่อ"
พูดจบ รินรดาก็ส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับทิวา ก่อนจะยอมให้ชายหนุ่มโอบประคองเดินเลี่ยงออกไปจากจุดนั้น ปล่อยให้ศิลายืนนิ่งค้างอยู่ลำพังท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ ความพ่ายแพ้และความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่จนเขาแทบยืนไม่อยู่
สายตาคมกริบมองตามแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปอย่างไม่ลดละ ความรู้สึกโหยหาและสำนึกผิดตีรวนขึ้นมาในอกจนหายใจไม่ออก เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ ต่อให้ต้องก้มกราบแทบเท้าขออภัย เขาก็จะทำ เพื่อดึงเธอกลับมาสู่อ้อมอกให้จงได้
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ศิลากำลังจะก้าวเท้าตามไปนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบคนหนึ่งกำลังวิ่งเล่นหัวเราะร่าเริงอยู่ไม่ไกลจากมุมเสา โดยมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอยู่ห่างๆ
หัวใจของประธานหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น... มันถอดแบบมาจากตัวเขาและรินรดาในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาสัมผัสความเจ็บปวดและสะใจไปพร้อมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กรงเล็บอดีตที่ยังไม่จางหาย•ตอนที่ 2
ระยะห่างที่อันตราย
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงเล็บอดีตที่ยังไม่จางหาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
