กลิ่นอับชื้นของฝุ่นละอองที่หมักหมมมานานหลายทศวรรษ ผสมผสานกับกลิ่นสาบของความทรุดโทรม คือสิ่งแรกที่ทักทายโสตประสาทของ รตวรรณ ทันทีที่เธอแอบมุดลอดแนวรั้วสังกะสีผุกร่อนเข้ามาได้สำเร็จ
ความมืดสลัวภายในโรงละครโอเปร่าเก่าแก่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ถูกแต้มด้วยลำแสงสีนวลจากไฟฉายแรงสูงในมือบาง ปลายเท้าภายใต้รองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนก้าวเหยียบย่างไปบนพื้นไม้ปาร์เกต์ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับมันกำลังประท้วงการมาของผู้บุกรุก ที่นี่คือเขตหวงห้ามเด็ดขาด... พื้นที่มรณะที่สำนักงานเขตและกองบัญชาการตำรวจนครบาลติดป้ายประกาศเตือนตัวแดงเถือกไว้หน้าประตูใหญ่ แต่สำหรับนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนผู้มีแผลเป็นในใจอย่างเธอ คำเตือนเหล่านั้นมีความหมายเป็นเพียง 'คำเชิญชวน' ให้เข้าไปค้นหาความจริงที่ถูกฝังกลบ
รตวรรณกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจบรรยากาศรอบกาย ความเวิ้งว้างของห้องโถงใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต บัดนี้เหลือเพียงเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงเข้มที่ขาดวิ่น ฝุ่นหนาทึบเกาะกุมจนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงความงามเดิม เงาสะท้อนจากเสาโรมันทอดตัวยาวน่ากลัวคล้ายสิ่งมีชีวิตกำลังเคลื่อนไหว แผลในวัยเด็ก... ภาพความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับพี่สาวที่ต้องจบชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำภายในโรงละครแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน พุ่งพล่านขึ้นมาในกระแสเลือด ทุกย่างก้าวที่เธอเดินจึงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทว่าดึงดันและดื้อรั้นเกินกว่าจะถอยหลังกลับ
"คิดว่าการแต่งตัวมอมแมมแล้วปีนรั้วเข้ามาทางประตูหลัง จะทำให้เธอดูกลมกลืนกับภูตผีปีศาจในนี้สินะครับ คุณนักข่าว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และเย็นเยียบจนน่าขนลุกดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า ขัดจังหวะความคิดของเธอจนสะดุ้งสุดตัว ร่างบางชะงักกึก ไฟฉายในมือตวัดวูบส่องตรงไปยังต้นตอของเสียงอย่างรวดเร็ว
ลำแสงสีขาวสว่างจ้าเผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำสนิท ภาคิน... ผู้กำกับละครเวทีหนุ่มไฟแรงผู้กุมบังเหียนโปรเจกต์รีโนเวตโรงละครแห่งนี้ เขายืนกอดอกพิงเสาหินอ่อนด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังรอคอยแขกผู้มีเกียรติ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาได้รูปรับกับสันจมูกโด่งเป็นคม นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตานิ่งสนิท ทว่าซ่อนประกายความหงุดหงิดระคนเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน
รตวรรณหรี่ตาลงเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและมั่นคง เธอไม่ชอบความรู้สึกพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต่อรอง และยิ่งเกลียดสายตาที่มองเธอราวกับเป็นเด็กกะโหลกะกลาแบบที่ผู้ชายคนนี้กำลังแสดงออก
"คุณภาคิน..." เธอเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความประชดประชันไว้เต็มเปี่ยม "ว่างงานมากหรือไงถึงมายืนซุ่มดักรอคนอื่นในที่อัปมงคลแบบนี้ หรือว่ากลัวความจริงเรื่องอุบัติเหตุครั้งล่าสุดของกองถ่ายคุณ มันจะหลุดออกไปถึงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์จนไม่มีปัญญาแก้ตัว?"
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย้ายวนในคลาสเดียวกัน ร่างสูงค่อยๆ ก้าวเท้าเดินออกจากเงื้อมเงาของเสา เข้ามาใกล้รัศมีแสงไฟฉายทีละนิด กลิ่นอายบุหรี่จางๆ ผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัว ยิ่งทำให้ผู้กำกับหนุ่มคนนี้ดูอันตรายและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน
"ความจริงงั้นหรือครับ?" ภาคินทวนคำ น้ำเสียงของเขากลั้วหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง "สิ่งที่เธอกำลังไขว่คว้าหาอยู่น่ะ มันไม่ใช่ความจริง แต่มันคือความอยากรู้อยากเห็นที่ไร้สมองต่างหาก รตวรรณ... สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ต้อนรับไฮยีน่าหิวกระหายข่าวฉาวอย่างเธอ พื้นที่ตรงนี้มันอันตรายเกินกว่าที่คนสมองกลวงจะเข้าใจ เชิญไสหัวออกไปทางเดิมก่อนที่ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุก"
คำพูดเจ็บแสบและสายตาดูแคลนนั้นทำเอาเลือดในกายของรตวรรณเดือดพล่าน เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาโดยไม่เกรงกลัวความแตกต่างของส่วนสูง ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิลกาฬของเขาอย่างไม่ยอมลดละ
"ปากดีเสียจริงนะคะ ผู้กำกับภาคิน" รตวรรณเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่มุมปากบาง "เก่งนักนะเรื่องไล่คนอื่น แต่ลับหลังกลับปิดข่าวเงียบเรื่องที่นักแสดงในสังกัดของคุณเกือบเอาชีวิตไม่รอดบนเวที... กลัวอะไรหรือคะ? กลัวว่าคนจะรู้ว่าโรงละครแห่งนี้มันมี 'บางอย่าง' ที่พวกคุณพยายามปกปิดเอาไว้ เพื่อไม่ให้เงินลงทุนหลายร้อยล้านละลายหายไปกับสายลมหรือไง?"
คำพูดที่แทงใจดำทำให้รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าของภาคินเลือนหายไปชั่วพริบตา นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลง รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นความร้อนระอุ
ชั่ววินาทีนั้น... บรรยากาศรอบกายพลันทิ้งดิ่งลงสู่ความเยียบเย็นอย่างกะทันหัน อุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงจนรตวรรณรู้สึกได้ถึงขนลุกชันที่ต้นคอ ลมเย็นประหลาดสายหนึ่งพัดวูบผ่านทั้งคู่ไป ทั้งที่ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกปิดตายอย่างไร้รอยต่อ
ภาคินขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มองที่รตวรรณอีกต่อไป หากแต่เหลือบมองข้ามไหล่บางของเธอไปยังความมืดมิดเบื้องหลังที่ว่างเปล่า ร่างสูงก้าวพรวดเดียวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างไร้สัญญาณเตือน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของรตวรรณอย่างรวดเร็วและหนักแน่น แรงบีบนั้นไม่ถึงกับเจ็บ แต่เด็ดขาดพอที่จะรั้งไม่ให้เธอขยับเขยื้อน
"เฮ้! ทำบ้าอะไรของคุณ ปล่อยนะ!" รตวรรณสะดุ้งสุดตัว พยายามสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม ทว่าแรงของเธอกลับสู้แรงของชายหนุ่มไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
"หุบปาก... แล้วຢืนนิ่งๆ" ภาคินกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูของเธออย่างใกล้ชิด ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้ เคมีอันร้อนแรงและดุดันพุ่งพล่านขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศวังเวง
ก่อนที่รตวรรณจะได้อ้าปากด่าทอความถือวิสาสะของเขา เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาตัดจังหวะความตึงเครียด
*แอ๊ดดด...*
เสียงบานประตูเหล็กหนักอึ้งที่ด้านหน้าทางเข้าโรงละครถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาภายในโถงมืดทึบ ร่างของชายสวมหมวกแก๊ปสีดำก้าวเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่สะท้อนก้อง
และในวินาทีที่แสงไฟนั้นกวาดมาโดนตัวพวกเขา ภาคินก็ดึงรตวรรณเข้าไปหลบหลังเสาต้นใหญ่ พร้อมกับเอามือหนาปิดปากเธอไว้แน่นไม่ให้ส่งเสียงเล็ดลอดออกแม้แต่แอะเดียว ใบหน้าของทั้งคู่แนบชิดกันจนลมหายใจผสานเป็นหนึ่งเดียวในความมืดมิด
ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกนี้ด้วยความระทึกใจครับ
เงาอาถรรพ์ซ่อนปมมรณะ•ตอนที่ 1
เสียงกระซิบจากความมืด
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาถรรพ์ซ่อนปมมรณะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
