โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่เหล็กนิลกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงสะท้อนกังวานดั่งเสียงระฆังมรณะ
กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุมทั่วอารามร้างแห่งนี้ หลี่มู่เหยียนยืนนิ่งดั่งรูปสลักหิน ลมหายใจของเขาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ทว่าภายในห้วงสมองกลับหมุนวนด้วยภาพเงาร่างมหึมาของประมุขพรรคโลหิตอสูร—ศัตรูระดับสูงผู้ฝึกปรือวิชามารโลหิตกลืนวิญญาณ ซึ่งอีกไม่ถึงสามั่วยามมันจะก้าวเข้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้
"ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้... หากเผชิญหน้ากับมันตรงๆ มีเพียงเส้นทางไปสู่ความตายเท่านั้น"
เสียงหวานกังวานราวกับเสียงกระดิ่งหยก ทว่าเย็นชาราวกับน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูเอ่ยขึ้น เซียนหานเหมยทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นเบื้องหน้า ใบหน้าเรียบเฉยราวนางเซียนผู้ไร้กิเลส แต่หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนกลับฟ้องความตึงเครียดภายใน
หลี่มู่เหยียนก้มลงมองนาง แววตาคมกริบทอประกายความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ความทะนงตน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ "ข้าไม่เคยคิดยอมจำนนต่อฟ้าดิน แล้วไฉนจะต้องยอมจำนนต่อมารร้ายตนนั้น... หานเหมย วิชากระบี่ของเจ้าเน้นความบริสุทธิ์เยือกเย็นดั่งจันทรา ส่วนกระบี่ของข้าดุดันรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด หากแยกกันย่อมยากจะต้านทานปราณโลหิตของมัน แต่หากผสาน..."
"กระบี่คู่ประสานฟ้า..." หานเหมยต่อคำพูดของเขา นางเงยหน้าขึ้นสบตา ทประกายในดวงตาดุจดั่งประกายกระบี่คมกริบ "นี่คือวิชาที่ยังไม่เคยมีใครบรรลุ แม้แต่ปรมาจารย์รุ่นก่อนยังทำได้เพียงวาดภาพในจินตนาการ การผสานหยินหยาดจันทรากับหยางสายฟ้าเข้าด้วยกัน หากควบคุมพลังย้อนแย้งนี้ไม่ได้ ธาตุไฟจะเข้าแทรกจนร่างแหลกสลายเป็นจุล"
"ถ้าเช่นนั้น เจ้ากล้าเดิมพันด้วยชีวิตกับข้าหรือไม่เล่า?" มุมปากของหลี่มู่เหยียนยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มของจอมยุทธ์ผู้ท้าทายแม้กระทั่งความตาย
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เซียนหานเหมยจะพยักหน้ารับช้าๆ แววตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยว "ชีวิตข้า มอบไว้ในมือท่านแล้ว... เริ่มเถอะ"
ทั้งสองหลับตาลงพร้อมกัน ปราณกระบี่สองสายแผ่พุ่งออกจากร่างอย่างรุนแรง ปราณสีครามบริสุทธิ์ของสำนักจันทร์พิสุทธิ์แผ่ความเย็นเยือกจนน้ำค้างรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ในขณะเดียวกัน ปราณสีทองแดงดั่งสายฟ้าคำรามของหลี่มู่เหยียนก็พวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า เปล่งประกายแสงสีทองตัดกับความมืดมิดยามวิกาล
นี่คือการบำเพ็ญเพียรที่ต้องฝืนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน หยินและหยางที่อยู่คนละขั้วถูกบังคับให้โคจรเข้าหากัน แรงเสียดทานมหาศาลแผดเผาเส้นชีพจรของทั้งคู่จนปวดร้าวราบนจะฉีกขาด
"อึก..." หานเหมยคิ้วขมวดมุ่นกระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำหนึ่ง ความเย็นยะเยือกในร่างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นพายุเพลิงย้อนกลับ
"ตั้งสติ! อย่าปล่อยให้จิตใจวอกแวก!" หลี่มู่เหยียนคำรามลั่นในลำคอ มือขวาที่ถือกระบี่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เขายื่นมือซ้ายออกไปกุมมือเรียวบางของนางไว้ ปราณอุ่นร้อนสายหนึ่งหลั่งไหลผ่านฝ่ามือเข้าไปโอบอุ้มลมปราณที่กำลังปั่นป่วนของนางไว้
สัมผัสจากเขาทำให้หานเหมยสะท้านเฮือก นางสูดหายใจลึก ดึงสติกลับคืนมาแล้วโคจรวิชาตามเส้นทางที่หลี่มู่เหยียนชี้นำอย่างแม่นยำ ปราณหยินของนางและปราณหยางของเขาเริ่มหลอมรวมกันทีละน้อย เกิดเป็นเกลียวคลื่นพลังงานรูปร่างประหลาด—ครึ่งหนึ่งขาวกระจ่างดั่งจันทร์เพ็ญ อีกครึ่งหนึ่งคำรามกึกก้องดั่งอัสนีบาต
เวลาผ่านไปอย่างไร้ความปรานี ทุกวินาทีคือความเป็นความตาย ภายในรัศมีร้อยลี้ สัตว์อสูรต่างพากันหมอบกราบด้วยความหวาดกลัวต่อแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวนี้
ทันใดนั้นเอง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องนอก ประตูหินหนักนับหมื่นชั่งของอaramร้างแตกละเอียดเป็นจุล เศษหินปลิวว่อนดั่งห่าฝน เงาร่างมหึมาในชุดคลุมสีโลหิตปรากฏขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายคาวเลือดที่ตลบอบอวลไปทั่วทิศทาง
"ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้าคิดจะใช้วิชาเดียรัจฉานอันใดต้านทานประมุขผู้นี้ ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้อนดั่งอสุนีบาท ประมุขพรรคโลหิตอสูรก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ดวงตาสดสีเลือดกวาดมองคนทั้งสองด้วยความดูแคลน
หลี่มู่เหยียนและเซียนหานเหมยลืมตาขึ้นพร้อมกัน ในดวงตาของทั้งคู่ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าอันลุ่มลึกและจิตสังหารที่คมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่
พวกเขายังไม่ได้ลุกขึ้นยืน ยังคงประสานมือและพลังปราณกันไว้บนพื้นศิลา แต่พลังงานที่หมุนวนรอบตัวพวกเขากลับบิดเบี้ยวห้วงมิติรอบด้านจนเกิดรอยร้าวสีดำ
"วิชานี้... มอบให้เป็นของขวัญต้อนรับความตายของเจ้าก็แล้วกัน"
หลี่มู่เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจสะท้านฟ้าดิน ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงไปยังเป้าหมาย พร้อมกับที่เซียนหานเหมยสะบัดนิ้ววาดอักขระกระบี่จันทรากลางอากาศ
พลังสองสายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พวยพุ่งออกไปดั่งมังกรคู่ผงาดฟ้า แหวกอากาศทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า!
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่คู่ประสานฟ้ากำลังจะพุ่งเข้าทะลวงร่างของประมุขพรรคโลหิตอสูร จู่ๆ ร่างของเงาดำลึกลับอีกสายหนึ่งก็พุ่งวาบตัดผ่านความมืดเข้ามาขวางกั้นกลางระหว่างกระบี่กับเป้าหมายอย่างอุกอาจ!
แสงประกายกระบี่สว่างวาบจนแสบตา กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงขึ้นทันที เมื่อฝุ่นควันจางลง หลี่มู่เหยียนและหานเหมยต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ เมื่อพบว่าร่างที่ยืนขวางรับกระบี่แทนประมุขพรรคโลหิตอสูรหาใช่ใครอื่น—แต่มันคือผู้นำตระกูลหลี่ ผู้อาวุโสผู้ล่วงลับที่ควรจะตายไปในเหตุการณ์ล้างสำนักเมื่อสิบปีก่อน!
---
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 16
กระบี่คู่ประสานฟ้า
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!