“ข้าจำได้ว่าตระกูลเว่ยมิได้ขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการชงชา เหตุใดวันนี้ฮูหยินเว่ยจึงพยายามสาธิตวิธีการชงที่ผิดหลักการของตำราชาโบราณให้เราชม จนดูราวกับกำลังละเลงโคลนลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวเช่นนี้เล่าครับ?”
เสียงนุ่มทุ้มหากแต่แฝงไปด้วยคมมีดของไป๋ลี่หลินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมศาลากลางน้ำในจวนตระกูลหลี่ บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานและเสียงหัวเราะเสแสร้งของเหล่าคุณหนูขุนนางพลันแข็งค้าง ฮูหยินเว่ยที่กำลังถือจอกชาค้างไว้กลางอากาศ ใบหน้าเปลี่ยนสีจากขาวซีดเป็นแดงก่ำด้วยความอัปยศ
ไป๋ลี่หลินในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นทอง นั่งตัวตรงสง่างามราวกับหงส์ผู้สูงศักดิ์ นางไม่ได้เพียงแต่นั่งร่วมวง หากแต่นางกำลัง ‘พิพากษา’ งานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อจะเหยียบย่ำเกียรติของนางโดยเฉพาะ
“ไป๋ลี่หลิน! เจ้าอย่าได้กำเริบเสิบสานเกินไป!” ฮูหยินเว่ยกระแทกจอกชาลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังเปรี้ยง “ข้าเพียงเห็นว่าเจ้าเป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งเข้ามาสู่ตระกูลอ๋อง จึงหวังดีจะสั่งสอนธรรมเนียมให้ แต่เจ้ากลับเนรคุณดูหมิ่นข้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้หรือ?”
รอบข้างเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบ พระสนมฮวาเฟยที่นั่งอยู่ไม่ไกลส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความสะใจ นางเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อให้ไป๋ลี่หลินเสียหน้าในงานวันนี้ ทั้งการจัดที่นั่งให้ต่ำกว่าศักดิ์ และการส่งคนมาท้าทายเรื่องความรู้ในวัฒนธรรมชั้นสูง
ไป๋ลี่หลินเพียงแค่แย้มยิ้ม มุมปากนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้ที่กุมหมากเหนือกว่า นางขยับพัดในมือเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งสายน้ำที่ซ่อนกระแสน้ำวนไว้เบื้องล่าง “ความหวังดีที่อาบยาพิษ ข้าเห็นมามากจนเกินกว่าจะนับไหว แต่ที่น่าขันที่สุดคือ ท่านอ้างว่าสั่งสอนข้าเรื่องธรรมเนียม ทั้งที่ตระกูลเว่ยของท่านกำลังใช้ 'ชาดอกเหมย' ที่ถือเป็นของต้องห้ามสำหรับงานเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งในวันมงคลเช่นนี้ เพราะในตำราจารีตถือเป็นสัญลักษณ์ของการพลัดพรากและโศกนาฏกรรม... ท่านตั้งใจจะแช่งตระกูลเจ้าภาพให้ล่มจมตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งใหม่ใช่หรือไม่?”
คำกล่าวของนางดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา บรรดาขุนนางที่นั่งอยู่รอบโต๊ะพลันหน้าถอดสีทันที พวกเขาหันไปมองเจ้าภาพงานเลี้ยงด้วยแววตาหวาดระแวง ฮูหยินเว่ยถึงกับตัวสั่นเทา ลมหายใจสะดุดเพราะไม่คิดว่าไป๋ลี่หลินจะหยิบยกประเด็นเล็กน้อยเรื่อง 'กาลเทศะ' มาขยายความจนกลายเป็นข้อหา 'กบฏต่อความเชื่อและมงคล'
“เจ้า... เจ้าใส่ร้ายข้า!” ฮูหยินเว่ยแผดเสียง
“ใส่ร้ายหรือครับ?” ไป๋ลี่หลินลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าองอาจดุจขุนพลก้าวในสนามรบ นางเดินเข้าไปใกล้โต๊ะที่วางชาก่อนจะหยิบจอกชาขึ้นมาดมกลิ่นเพียงครู่เดียวแล้ววางลง “นอกจากชาดอกเหมยแล้ว ท่านยังใส่ 'เกสรดอกกุ้ยฮวาแห้ง' ที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้ผู้แพ้สารอาหารเกิดผดผื่นคันลงไปด้วย ข้าเป็นหมอหลวงที่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท หากท่านต้องการจะลองพิสูจน์วิชาแพทย์ของข้าด้วยการทำให้คนทั้งงานมีผื่นขึ้นเป็นหย่อมๆ บนใบหน้าจนเสียโฉมไปสามวันเจ็ดวัน ข้าก็ยินดีจะอนุเคราะห์ให้ครับ”
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในทันที เหล่าขุนนางที่เพิ่งจิบชาเข้าไปต่างพากันคายทิ้งและสำลักจนหน้าเขียวคล้ำ สายตาที่เคยดูแคลนนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเกรงกลัวและเทิดทูน สตรีผู้นี้ไม่ได้เพียงแต่มีความงาม หากแต่มีไหวพริบที่สามารถพลิกสถานการณ์จาก 'ผู้ถูกล่า' ให้กลายเป็น 'ผู้ล่า' ได้ในชั่วพริบตา
มู่หรงหลี่ที่ยืนดูเหตุการณ์จากหลังม่านไม้แกะสลักในเรือนรับรอง สายตาที่เย็นชาของท่านอ๋องผู้กุมกองทัพบัดนี้กลับอ่อนลงแฝงไปด้วยความพึงพอใจลึกๆ ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้มที่หาน้อยครั้งนักจะได้เห็น เขาไม่จำเป็นต้องลงมือจัดการด้วยดาบ เพราะภรรยาของเขามีวิธีที่คมกริบกว่านั้นหลายเท่านัก
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่เริ่มคลี่คลายไปทางฝั่งของไป๋ลี่หลิน สายลมเย็นเยือกวูบหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาในศาลา ขันทีคนสนิทของพระสนมฮวาเฟยรีบก้าวเข้ามาในวงสนทนาด้วยท่าทีเร่งร้อน ใบหน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผี
“ถวายบังคมพระสนมและท่านอ๋องทุกท่านพะยะค่ะ... มีราชโองการด่วนจากในวังให้ไป๋ลี่หลินเข้าเฝ้าเป็นการเร่งด่วน โดยมีข้อหาว่านางลอบวางยาขุนนางในงานเลี้ยงเพื่อหมายชีวิตตระกูลใหญ่ ทหารจากหน่วยองครักษ์หลวงล้อมจวนนี้ไว้หมดแล้วพะยะค่ะ!”
ไป๋ลี่หลินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสุกใสของนางหรี่ลงทันที นางรู้ดีว่านี่คือ 'กลยุทธ์ชั้นที่สาม' ของพระสนมฮวาเฟยที่ไม่ได้หวังเพียงการหักหน้า แต่นางต้องการให้ไป๋ลี่หลินถูกกำจัดทิ้งโดยใช้ความแค้นของเหล่าขุนนางเป็นเครื่องมือ
ทันใดนั้น มืออันอบอุ่นและแข็งแกร่งของมู่หรงหลี่ก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของนางไว้จากด้านหลัง กระซิบเสียงต่ำที่ข้างหู “เจ้าทำได้ดีมาก แต่จากนี้ไป... ให้ข้าจัดการเอง”
เขาก้าวออกมาจากเงามืด ปลดดาบประจำกายลงวางบนโต๊ะกลางท่ามกลางความเงียบสนิทของทุกคนในงาน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้แม้แต่ทหารหลวงที่ถือหมายจับต้องชะงัก “ใครที่กล้าแตะต้องภรรยาของข้า ในข้อหาที่พวกมันเองเป็นผู้ก่อขึ้น... จงก้าวออกมารับดาบของข้าทีละคน!”
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะครับ
ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 6
กลยุทธ์สามชั้นในงานเลี้ยงตระกูล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!