ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 11

ปะทะคารมกับสนมเอก

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"กลิ่นอายมัสและกำยานชั้นดีจากแคว้นซีเหลียงเช่นนี้ ช่างบาดจมูกผู้คนยิ่งนัก… เกรงว่าหากสูดดมเข้าไปนานวันเข้า อาจทำให้สติปัญญาของสนมผู้สูงศักดิ์เลอะเลือนจนลืมเลือนแม้กระทั่งสถานะของตนเองกระมังเพคะ" น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเจือไปด้วยกระแสคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของตำหนักผิงอัน กลิ่นหอมหวานเลี่ยนของกำยานราคาแพงที่ลอยอวลอยู่ทั่วห้องถูกสายลมยามบ่ายพัดให้เจือจางลงเล็กน้อย แต่ไม่เท่ากับบรรยากาศความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงในชุดคลุมไหมปักลายหงส์เหิรสีชาด ไป๋จินเฉินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แกะสลัก นางไม่ได้คุกเข่า ไม่ได้ก้มศีรษะลงต่ำตามธรรมเนียมที่สนมเอกพึงปฏิบัติจากผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า ดวงตาคู่คมกวาดมองเครื่องเรือนทองคำประดับมุกรอบกายด้วยแววตาพินิจพิจารณา ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าในตลาดสด มากกว่าจะหวาดกลัวอำนาจล้นฟ้าของสตรีผู้กุมหัวใจฮ่องเต้ในยามนี้ พระสนมฮวาเฟยชะงักมือเรียวที่กำลังบรรจงใช้เล็บยาวสวมปลอกทองคำจิกลงบนกลีบดอกโบตั๋นในแจกัน ดวงตาคู่โฉบเฉี่ยวตวัดกลับมามองผู้มาเยือนด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งริษยา ชิงชัง และความประหลาดใจที่อีกฝ่ายกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้ "สามห้าว! เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าสามห้าวจึงบังAาญมาวิจารณ์รสนิยมของเปิ่นกงในตำหนักส่วนตัวเช่นนี้!" นางสนมเอกแค่นเสียงลอดไรฟัน ร่างอรชรในอาภรณ์สีม่วงเข้มขยับตัวลุกขึ้นยืน ชายผ้าไหมลากยาวไปกับพื้นหินอ่อนส่งเสียงเสียดสีเบาหว่าน ทว่าน่าสะพรึงกลัว "หรือเพราะคิดว่ามีท่านอ๋องมู่หรงหลี่คอยหนุนหลัง เจ้าจึงคิดว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องเส้นผมบนศีรษะของเจ้าได้เลยอย่างนั้นหรือ ไป๋จินเฉิน!" จินเฉินแย้มยิ้ม มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เป็นรอยยิ้มของแพทย์ผู้มองเห็นความเน่าเฟะใต้รอยแผลสด และเป็นรอยยิ้มของนักหมากรุกที่มองเห็นช่องโหว่ในกระดานของคู่ต่อสู้ "หม่อมฉันมิกล้าแอบอ้างบารมีของผู้ใดเพคะ… เพียงแต่พูดความจริงในฐานะผู้มีหน้าที่รักษาพระวรกายของฝ่ายใน หากพระสนมทรงโปรดปรานกลิ่นกำยานนี้จนธาตุไฟเข้าแทรก เริ่มมีอาการหูอว่านตาฟาง มองไม่เห็นความเหมาะสมระหว่างผู้น้อยและผู้ใหญ่ เกรงว่าหม่อมฉันผู้เป็นแพทย์คงต้องทูลขอพระราชโองการจากฝ่าบาท เพื่อนำยาขมขับพิษมาถวายสักหม้อใหญ่แล้วเพคะ" "เจ้า!" ฮวาเฟยหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธ ปลอกเล็บทองคำแทบจะจิกลงไปในเนื้อไม้จนเกิดรอยขูดขีด นางไม่เคยเจอสตรีใดที่ใช้คำพูดเยินยอในความหมายเชือดเฉือนได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้มาก่อน "ปากคอร้ายกาจนักนะ! สมแล้วที่เป็นบุตรีของขุนนางตกอับที่ถูกส่งมาเป็นเบี้ยล่างในตำหนักชินอ๋อง คิดว่าเข้ามาเหยียบตำหนักของเปิ่นกงแล้วจะเดินออกไปได้ง่ายๆ งั้นรึ?" บรรยากาศภายในตำหนักพลันเย็นเยียบลงถนัดตา เหล่าขันทีและนางกำนัลที่หมอบอยู่ตามมุมห้องต่างก้มหน้ามุดต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงถอนหายใจยาวนานของจินเฉินดังขึ้นแผ่วเบา นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาอีกหนึ่งก้าว ท่วงท่าองอาจราวนางพญาหาใช่สนมผู้ไร้อำนาจ "พระสนมเพคะ… การเล่นเกมอำนาจในวังหลัง ก็เหมือนกับการปรุงยาพิษ หากใส่ตัวยาผิดเพียงส่วนพัน ยาอายุวัฒนะก็กลายเป็นยาปลิดชีพได้ในพริบตา หม่อมฉันเตือนด้วยความหวังดี ว่าอย่าได้เอาอนาคตและตระกูลฮวามาทิ้งไว้กับแผนการตื้นๆ ที่คิดจะใส่ร้ายหม่อมฉันเรื่องสมุนไพรมีพิษในสวนพฤกษชาติเลยเพคะ มันน่าขันเกินไป" ดวงตาของฮวาเฟยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความลับที่นางเพิ่งปรึกษาหารือกับขันทีคนสนิทเมื่อยามเช้าารถูกสตรีตรงหน้าอ่านออกราวกับเปิดตำราอ่าน เหตุใดนางจึงรู้ทัน? หรือว่า… "เจ้าหมายความว่าอย่างไร!" ฮวาเฟยเค้นเสียงถาม แม้พยายามคุมน้ำเสียงให้มั่นคง แต่ปลายนิ้วที่สั่นระริกนั้นได้ทรยศความตื่นตระหนกของนางเสียแล้ว "หมายความตามที่หม่อมฉันพูดนั่นแหละเพคะ" จินเฉินโน้มตัวเข้าไปกระซิบช้าๆ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทิ่มแทงถึงขั้วหัวใจ "หากพระสนมยังไม่หยุดส่งคนไปรบกวนความสงบในเรือนของหม่อมฉัน ครั้งหน้า… หม่อมฉันอาจจะไม่仅แค่มาเตือนด้วยวาจา แต่อาจจะนำ 'ของขวัญ' ชิ้นใหญ่ที่ทำให้พระสนมต้องนอนซมบนเตียงไปตลอดชีวิตมามอบให้ถึงที่นี่ด้วยความเต็มใจ" สิ้นคำพูดนั้น จินเฉินก็สะบัดชายแขนเสื้อหมุนตัวเตรียมก้าวเดินออกไปจากตำหนักโดยไม่รอฟังคำอนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น ความเด็ดเดี่ยวและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของนางทำให้ฮวาเฟยโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม "จับนางไว้! ใครกล้าปล่อยให้นางเดินออกไป เปิ่นกงจะสั่งโบยให้ตายคาสนามหญ้า!" ฮวาเฟยแผดเสียงกรีดร้องลั่น เหล่าทหารองครักษ์หน้าตำหนักกรูเข้ามาขวางทางพร้อมชักดาบออกจากฝักประกบซ้ายขวา จินเฉินหยุดฝีเท้าลง นางไม่ได้หันกลับไปมองกลุ่มทหารที่ถืออาวุธคุกคามเหล่านั้น รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้งเมื่อนางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่หน้าประตูตำหนัก ทันใดนั้น แรงกดดันอันมหาศาลราวกับภูเขาไท่ซานก็แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงจนทุกคนรู้สึกหนาวยะเยือกถึงไขสันหลัง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงที่ก้าวเข้ามาทีละก้าว ราวกับเสียงกลองศึกที่ประโคมเรียกขวัญศัตรู ทหารองครักษ์ที่กำลังจะพุ่งเข้ามาต่างพากันคุกเข่าลงโถมกายแนบพื้นโดยพร้อมเพรียง แม้แต่พระสนมฮวาเฟยยังต้องเปลี่ยนสีหน้า ถอยหลังกรูดด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อเห็นเงาร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำปักลายมังกรเงินเดินก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยแววตาดุจพญาอินทรีย์ที่พร้อมขย้ำเหยื่อ มู่หรงหลี่กวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดมองรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของภรรยาหลวงที่ยืนอยู่อย่างสง่างามท่ามกลางวงล้อมของคมดาบ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทว่ากลับทำให้หัวใจของทุกคนในที่นั้นหยุดเต้น "ดูท่า… ตำหนักของพระสนมฮวา จะต้อนรับพระชายาของเปิ่นกงด้วย 'พิธีการ' ที่ยิ่งใหญ่เกินไปกระมัง" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมากกระดานนี้ไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%