กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มสามสิบปีลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ากลิ่นหอมล้ำค่าราชาแห่งใบชานั้น กลับมิอาจกลบกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่โชยมาจากปลายดาบเล่มคมกริบ ซึ่งกำลังจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของไป๋ลี่หลิน
“มือของเจ้ายังคงมั่นคงเช่นเคย… ใต้เท้าอวี๋”
สุ้มเสียงของไป๋ลี่หลินราบเรียบ ดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากแรงลม นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อคมดาบที่ห่างจากผิวเนื้อเพียงมิลลิเมตรเดียว ดวงตาคู่คมกวาดมองบุรุษในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปาก ทว่าแววตากลับเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
อวี๋เหวินฮุ่ย ขุนนางผู้ใหญ่ผู้กุมอำนาจกรมพิธีการ ผู้ซึ่งเบื้องหน้าเป็นบัณฑิตผู้ทรงศีลและซื่อสัตย์สุจริต ทว่าเบื้องหลังกลับเป็น ‘เงาพยัคฆ์’ ผู้ชักใยแผนการสกปรกทั้งมวลในราชสำนักเพื่อโค่นล้มสกุลมู่หรง หัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ แววตาของเขาฉายประกายความเหี้ยมเกรียมและรinรดด้วยความชื่นชมระคนกัน
“ฮองเฮา… ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าพระชายาอ๋องผู้สูงศักดิ์แล้วกระมัง พ่ะย่ะค่ะ ทรงฉลาดล้ำเลิศจนถึงวินาทีสุดท้าย สมแล้วที่เป็นสตรีที่ทำให้ชินอ๋องผู้เยือกเย็นยอมก้มหัวให้ แต่น่าเสียดาย… ความฉลาดมักมีอายุสั้นเสมอ” อวี๋เหวินฮุ่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยพิษสงร้ายกาจ
ภายในห้องโถงรับรองลับใต้ตำหนักร้าง บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แสงจากคบเพลิงสั่นไหวตามสายลมที่ลอดผ่านช่องหิน ขณะที่ไป๋ลี่หลินค่อยๆ ขยับตัวอย่างระมัดระวัง นางไม่ได้หวาดกลัว ความตายมิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับแพทย์หญิงผู้ทะลุมิติเช่นนาง สิ่งเดียวที่นางกังวลคือแผนการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในราชสำนักที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า… ข้ามาที่นี่เพียงลำพัง?” ไป๋ลี่หลินเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยันเล็กน้อย
อวี๋เหวินฮุ่ยหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่าออกมาเสียงดัง “ฮองเฮาผู้ปราดเปรื่อง อย่าได้ใช้จิตวิทยาตื้นเขินนี้มาขู่กระหม่อมเลย ตำหนักร้างแห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยค่ายกลค่ายคูเมือง และคนของท่าน… ตอนนี้คงกำลังหลับใหลอยู่ใต้ฤทธิ์ ‘หงส์พันลี้’ ที่ไร้เรี่ยวแรงจะขยับนิ้วแล้วกระมังพ่ะย่ะค่ะ!”
ทันทีที่สิ้นคำพูดของอวี๋เหวินฮุ่ย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้อนก้องมาจากด้านนอก เงาร่างในชุดเกราะดำสนิทนับสิบชีวิตปรากฏตัวขึ้นที่ประตูทางเข้า พวกมันคือหน่วยลับเงาสังหารที่ขึ้นตรงต่ออวี๋เหวินฮุ่ยโดยเฉพาะ กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง ลมหายใจของไป๋ลี่หลินยังคงสม่ำเสมอ นางแอบซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ในแขนเสื้อ ปลายนิ้วสัมผัสกับเข็มเงินเคลือบพิษสวรรค์เจ็ดราตรีที่เตรียมไว้ แต่วินาทีที่นางกำลังจะสะบัดมันออกไป เสียงหนึ่งก็ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลง
*เคร้ง!*
ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ลูกธนูเงินดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าแลบ ปักทะลุกำแพงไม้เนื้อแข็งข้างศีรษะของอวี๋เหวินฮุ่ยจนด้ามธนูสั่นระริก แรงปะทะนั้นรุนแรงจนทำให้ขุนนางเฒ่าผงถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตื่นตระหนก
“บังอาจนัก!” อวี๋เหวินฮุ่ยคำรามลั่น หันขวับไปมองยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมา
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ชั่วลมหายใจต่อมา ประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดตายก็ถูกพังทลายลงด้วยพลังปราณอันมหาศาลเศษไม้ปลิวว่อนดั่งใบไม้ร่วง ท่ามกลางฝุ่นควันและแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงก้าวเข้ามาทีละก้าว
ดวงตาคู่นคมดุจพญาอินทรีย์กวาดมองผู้คนในห้อง อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของชินอ๋องมู่หรงหลี่ทำให้ทหารหน่วยเงาทั้งหมดถึงกับตัวสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
“ใครบังอาจแตะต้องชายาของเปิ่นหวาง… จงก้าวออกมาแล้วเตรียมตัวรับความตายซะ”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น แต่น้ำเสียงนั้นกลับสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ มู่หรงหลี่ในยามนี้มิใช่ท่านอ๋องผู้สุขุมนุ่มลึกอีกต่อไป หากแต่เป็นเทพสงครามผู้กระหายเลือด ดวงตาคมกราบจดจ้องไปยังอวี๋เหวินฮุ่ยราวกับจะฉีกร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
อวี๋เหวินฮุ่ยหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าย่นยู่ แม้เขาจะวางแผนมาอย่างรัดกุมเพียงใด แต่คาดไม่ถึงว่าชินอ๋องจะแหกค่ายกลและล่วงรู้สถานที่แห่งนี้เร็วกว่ากำหนด!
“ท่านอ๋อง… พระองค์…” อวี๋เหวินฮุ่ยพยายามอ้าปากแก้ตัว
ทว่ามู่หรงหลี่มิเปิดโอกาสให้เอื้อ Aนคำใดอีกต่อไป ร่างสูงพุ่งทะยานออกไปดั่งพญาเสือดาวที่ตะครุบเหยื่อ เพลงดาบมังกรทะยานฟ้าถูกตวัดออกอย่างไร้ความปรานี เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังห้องสีหม่นในพริบตา ความโกลาหลและการต่อสู้อันดุเดือดปะทุขึ้นทันที
ไป๋ลี่หลินมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เป็นสามีที่ยืนหยัดปกป้องนางไว้เบื้องหน้า หัวใจที่เคยแข็งกระด้างดั่งหินผากลับไหววูบด้วยความรู้สึกอุ่นวาบที่ยากจะบรรยาย นางแย้มยิ้มบางๆ ออกมาท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังพลิกกลับมาอยู่ฝ่ายมู่หรงหลี่ ทันใดนั้นเอง… เสียงตบมือเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้นจากมุมมืดลึกที่สุดของห้องใต้ดิน
*แปะ… แปะ… แปะ…*
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากความมืด ช้าๆ ทว่ามั่นคง ใบหน้าของผู้นั้นถูกสวมทับด้วยหน้ากากเงินครึ่งซีก เผยให้เห็นเพียงรอยยิ้มลึกลับที่มุมปากและดวงตาคู่หนึ่งที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
มู่หรงหลี่ชะงักฝีเท้าลงโดยพลัน ดาบในมือลดระดับลงเล็กน้อยเมื่อเพ่งมองไปยังบุคคลผู้มาใหม่ ขณะที่ไป๋ลี่หลินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อคนผู้นั้นเอ่ยปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่นางไม่มีวันลืม
“ฮ่าๆๆ… ชินอ๋องผู้เกรียงไกร ช่างฝีมือเยี่ยมยอดเสียจริง… แต่ท่านคิดจริงๆ หรือว่า… เกมกระดานนี้ จบลงเพียงเท่านี้?”
ร่างภายใต้หน้ากากค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ซึ่งทำให้ทั้งมู่หรงหลี่และไป๋ลี่หลินต้องยืนแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ
*ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" นะครับ*
ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 27
เผชิญหน้าจอมยุทธ์เงา
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!