"ภาพนั้น... มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าความจริงในห้องสี่เหลี่ยมนี้เสียอีกครับ เซร่า"
เสียงทุ้มต่ำของรินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องใต้ดินของสำนักงานนักสืบ แสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนดวงเก่ากะพริบไหวตามกระแสไฟฟ้าที่ไม่ค่อยเสถียร บนโต๊ะไม้ตัวยาวเต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรเวทมนตร์ และเศษโลหะที่ถูกแยกชิ้นส่วนอย่างเป็นระเบียบ ทว่าความสนใจทั้งหมดของชายหนุ่มไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ตรงหน้าเลย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจ้องมองภาพโฮโลแกรมสามมิติที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ
มันคือภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดในเขตต้องห้ามของเมืองลับแลเมื่อคืนก่อน ใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดโค้ทสีดำสนิทที่ปรากฏผ่านเลนส์กล้อง แม้จะมีรอยแผลเป็นเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แม้จะมีริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้า แต่ดวงตานั้น... โครงสร้างสันจมูกนั้น และรอยยิ้มมุมปากแบบนั้น มันคือใบหน้าของพ่อ... พ่อที่ควรจะตายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย!
เซร่าก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าที่เบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม เธอปรายตามองภาพโฮโลแกรมนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบนสายตากลับมามองแผ่นหลังของลูกศิษย์หนุ่มผู้กำลังสั่นเทาเล็กน้อย
"ตรรกะของเธอกำลังบอกว่ามนุษย์เราไม่ควรฟื้นคืนจากความตายใช่ไหม ริน" เสียงหวานปนเรียบเฉยเอ่ยขึ้น มือเรียวบางดึงฮู้ดโค้ทสีเทาลงเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็นดวงตาที่ฉายแววครุ่นคิด "แต่ในโลกที่พลังงานเวทมนตร์และระบบเลเวลอัปหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีโครงข่ายข้อมูล คำว่า 'เป็นไปไม่ได้' ดูจะเป็นคำที่ล้าสมัยที่สุดแล้วล่ะนะ"
รินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา เขารู้ดีว่าความรู้สึกส่วนตัวไม่มีค่าอะไรเลยในกระบวนการสืบสวน ความโศกเศร้าหรือความตกใจไม่เคยช่วยให้คดีคลี่คลาย มีเพียงหลักฐาน ตรรกะ และข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะนำพาความจริงมาสู่แสงสว่าง
"ผมทราบดีครับเซร่า..." รินถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดด้วยผ้าสะอาดอย่างใจเย็น "ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่จริง ทำไมท่านต้องซ่อนตัว? ทำไมสัญญาณชีพของท่านถึงเพิ่งปรากฏในเขตที่ระบบป้องกันความปลอดภัยระดับสูงสุดของเมืองลับแลทำงานอยู่? และที่สำคัญที่สุด... อุปกรณ์สืบสวนรุ่นเก่าที่ผมมีอยู่ตอนนี้ มันไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะทะลวงผ่าน 'เกราะกำบังคลื่นควอนตัม-เวท' ที่ชายคนนั้นใช้พรางตัวได้เลย"
รินหันกลับมาเผชิญหน้ากับอาจารย์สาว แววตาของเขากลับมามุ่งมั่นและเฉียบคมอีกครั้ง
"เพราะฉะนั้น... ผมจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองครับ"
รินไม่ได้รอให้เซร่าเอ่ยอนุญาต มือทั้งสองข้างเอื้อมไปหยิบประแจโลหะและหัวแร้งบัดกรีที่เชื่อมต่อกับแผงจ่ายไฟเวทมนตร์ระดับกลาง การผสานกันระหว่างวิศวกรรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่กับศาสตร์แห่งแร่มานาโบราณไม่ใช่เรื่องง่าย ความรู้เชิงวิศวกรรมที่เขาเคยร่ำเรียนมาถูกดึงออกมาประมวลผลในหัวอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักร
[ระบบตรวจพบการกระทำที่สอดคล้องกับเงื่อนไขพิเศษ...]
[ท่านกำลังทำการ ‘สร้างและประดิษฐ์อุปกรณ์’ ด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพาระบบสำเร็จรูป]
[คำเตือน: อัตราความล้มเหลวอยู่ที่ 78.4% เนื่องจากความหนาแน่นของมานาในพื้นที่ไม่เสถียร]
เสียงแจ้งเตือนสีฟ้าใสปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่วินาทีนี้รินไม่มีเวลาแม้แต่จะชายตามองมัน สมาธิทั้งหมดของเขาถูกจดจ่ออยู่กับการเชื่อมต่อสายไฟนาโนเข้ากับผลึกมานาสีครามที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ ด้วยความถี่สูง
"ระวังหน่อย ริน" เซร่าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยไว้ลึกๆ "ผลึกมานาก้อนนั้นดึงดูดกระแสไฟฟ้ากระชาก ถ้าเธอคำนวณค่าความต้านทานผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว แผงวงจรทั้งหมดจะระเบิดใส่หน้าเธอ และฉันคงไม่มีเวลามานั่งรักษาแผลไฟไหม้ให้หรอกนะ"
"ผมคำนวณไว้หมดแล้วครับ" รินตอบโดยไม่ละสายตา ปลายหัวแร้งจี้ลงบนจุดเชื่อมต่อทองแดงอย่างแม่นยำจนเกิดประกายไฟสีม่วงอ่อนวابวับ กลิ่นอายของตะกั่วหลอมเหลวและโอโซนคละคลุ้งไปทั่วห้องใต้ดิน
ในฐานะนักสืบ การพึ่งพาเพียงแค่แว่นตา ‘เนตรวิเคราะห์’ ที่ได้รับมาจากระบบบางทีก็มีข้อจำกัด มันมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ก็จริง แต่ไม่สามารถแกะรอยสัญญาณคลื่นความถี่เฉพาะตัวที่ถูกเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีระดับสูงได้ อุปกรณ์ที่เขากำลังสร้างในตอนนี้คือ ‘เครื่องถอดรหัสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า-มานา’ (EM-Mana Decoder) ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างเครื่องสแกนความถี่วิทยุยุคเก่ากับวงจรเวทมนตร์ตรวจจับร่องรอยวิญญาณ
รินหยิบแผงวงจรหลักที่เพิ่งประกอบเสร็จขึ้นมาพินิจ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม ความกดดันรอบตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอากาศในห้องกำลังเบาบางลง เขานำมันมาประกอบเข้ากับโครงร่างโลหะทรงกระบอกขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาให้พกพาสะดวก ขั้นตอนสุดท้ายคือการใส่รหัสตรรกะเชิงซ้อนลงไปในชิปประมวลผล เพื่อให้มันสามารถกรองเสียงรบกวนจากมิติอื่นและดึงเอาพิกัดที่แท้จริงของผู้ใช้งานออกมาได้
นิ้วเรียวกระทกลงบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรม รัวโค้ดคำสั่งภาษาโปรแกรมมิ่งผสมผสานกับอักขระรูนโบราณที่เซร่าเคยสอนอย่างรวดเร็ว
*รหัสผ่าน: 0-0-0-1 (จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง)*
[การประดิษฐ์สำเร็จ!]
[ท่านได้รับไอเทิทธิ์ระดับ ‘ยูนิค’ (Unique): ‘เครื่องสแกนรหัสวิญญาณควอนตัม’ (Quantum-Soul Decoder) ระดับ 1]
[ความสามารถพิเศษ: สามารถทะลวงผ่านการพรางตัวทุกรูปแบบในรัศมี 5 กิโลเมตร และวิเคราะห์ลายเซ็นพลังงาน (Signature Energy) ของเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ 99.9%]
[ทักษะ ‘วิศวกรตรรกะ’ ถูกปลดล็อก! ค่าสถานะสติปัญญา (INT) +15, ค่าความแม่นยำ (ACC) +20]
แสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นจากตัวอุปกรณ์ในมือของริน ก่อนจะจางหายไปเหลือเพียงแท่งโลหะสีเงินด้านที่มีหน้าจอแสดงผลดิจิทัลเรืองแสงสีฟ้าอ่อน รินเป่าลมหายใจยาวๆ ออกมาจากปาก ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมทันทีเมื่อภาระงานอันหนักหน่วงสิ้นสุดลง ทว่าริมฝีปากของเขากลับคลี่ยิ้มออกมาบางเบา
"เยี่ยม..." รินพึมพำกับตัวเอง "ทีนี้เราก็มีอาวุธที่สร้างจากตรรกะของตัวเอง ไม่ใช่จากความเมตตาของระบบอีกต่อไป"
เซร่ามองผลงานในมือของชายหนุ่มด้วยแววตาที่ฉายความประทับใจจางๆ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "ไม่เลวเลยนี่ เจ้าหนู... ดูท่าทางสมองของเธอจะไม่ได้มีไว้แค่คิดเรื่องคดีฆาตกรรมอย่างเดียวนะ"
"ขอบคุณสำหรับคำชมครับอาจารย์" รินสวมเครื่องสแกนเข้าที่ข้อมือขวา เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอที่เริ่มแสดงผลแผนที่สามมิติของเมืองลับแลทันที "และตอนนี้... เจ้าของสัญญาณพลังงานลึกลับที่ใช้หน้าตาของพ่อผม คงจะรู้ตัวแล้วเหมือนกันว่าเรากำลังตามหาเขาอยู่"
ทว่า ในวินาทีที่รินกำลังจะกดปุ่มเริ่มการค้นหาพิกัดเชิงลึก หน้าจอแสดงผลบนอุปกรณ์ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ กลับกะพริบถี่เป็นสีแดงฉาน พร้อมกับสัญญาณเสียงเตือนภัยดัง "ตี๊ด... ตี๊ด..." ที่สะ้อนก้องไปทั่วห้องใต้ดินอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ใช่สัญญาณเตือนจากระบบ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากอุปกรณ์ที่เขาเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเอง!
จุดสีแดงจุดหนึ่งบนแผนที่ไม่ได้อยู่ในระยะ 5 กิโลเมตรตามที่ระบบระบุไว้ แต่มันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้... ใกล้เสียจนน่ากลัว และความถี่ของสัญญาณนั้นก็กำลังพุ่งตรงมาที่สำนักงานนักสืบแห่งนี้โดยตรง
ประตูกระจกหน้าร้านชั้นบนส่งเสียงก๊อกแก๊กเบาๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังหมุนลูกบิดประตูเข้ามา... ทั้งๆที่ร้านปิดทำการไปตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว!
รินหันไปสบตากับเซร่าทันที ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าไม่มีแขกยามวิกาลคนไหนที่จะเข้ามาในเขตนี้ได้โดยไม่ผ่านระบบป้องกันเวทมนตร์ เว้นแต่... เจ้าของสัญญาณพลังงานคนนั้น จะเป็นผู้สร้างระบบป้องกันนั้นขึ้นมาเองแต่แรก!
ก่อนที่รินจะทันได้หยิบอาวุธชิ้นอื่นขึ้นมาป้องกันตัว เสียงเคาะประตูก็กรีดก้องขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างใจเย็น... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
และเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังทะลุผ่านพื้นไม้ลงมาถึงห้องใต้ดิน ทำเอาเลือดในกายของรินเย็นเฉียบลงไปถึงขั้วหัวใจ
"ริน... ลูกเปิดร้านดึกจังนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เด็กเกเรคนนั้น กลายเป็นนักสืบที่เก่งกาจขนาดนี้?"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปด้วยกันเสมอนะครับ
แฟ้มคดีปริศนาไขรหัสวิญญาณเมืองลับแล•ตอนที่ 21
อาวุธจากตรรกะ
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แฟ้มคดีปริศนาไขรหัสวิญญาณเมืองลับแล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!