เสียงโลหะกระทบพื้นคอนกรีตดังสนั่นก้องกังวานในความเงียบงันของโกดังร้าง ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทจ่อตรงเข้าสู่กลางหน้าผากของกรณ์อย่างเลือดเย็น ขณะที่ลมหายใจของชายหนุ่มผ่อนเข้าออกอย่างช้าๆ เพื่อควบคุมสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด บาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่ซ้ายส่งผลให้หยดเลือดสีเข้มไหลซึมผ่านเนื้อผ้าสีเข้มลงสู่พื้นเบื้องล่าง ทีละหยด... ทีละหยด... ราวกับเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของชีวิต
“หมดทางไปแล้วสินะ กรณ์” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเทาเข้มเอ่ยขึ้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนมุมปากของอีกฝ่าย “ความลับที่แกพยายามขุดคุ้ย มันจะฝังลงไปพร้อมกับซากศพของแกในคืนนี้แหละ”
กรณ์ไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว นัยน์ตาคู่คมกริบสะท้อนภาพปลายกระบอกปืนและความตายที่อยู่ห่างไปเพียงคืบ สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางความกดดันมหาศาล เขารู้ดีว่าการเจรจาในวินาทีนี้ไร้ความหมาย ช่องว่างระหว่างความเป็นกับความตายถูกบีบให้แคบลงจนแทบไม่เหลืออากาศหายใจ
นิ้วชี้ของมือสังหารเริ่มออกแรงกดลงบนไกปืน
*แกร็ก...*
เสียงกลไกเหล็กภายในขยับตัว เป็นสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายก่อนมัจจุราชจะคร่าชีวิต
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้นเอง เสียงกระจกหน้าต่างบานใหญ่ด้านบนของโกดังก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางฤดูฝน!
เศษกระจกใสโปรยปรายลงมาดั่งหิมะสะท้อนแสงไฟนีออนสลัว พร้อมกับร่างเงาดำสายหนึ่งที่พุ่งทะยานลงมาจากความสูงอย่างไม่เกรงกลัวความตาย แรงกระแทกจากการลงพื้นทำให้ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่วินาทีต่อมา เสียงคำรามของปืนเก็บเสียงสามนัดซ้อนก็ดังขึ้นติดต่อกันอย่างแม่นยำ
*ปัง! ปัง! ปัง!*
กระสุนทุกลูกพุ่งตรงเข้าใส่เป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ มือสังหารในชุดสูทสีเทาเบิกตากว้าง ร่างของมันทรุดฮวบลงกับพื้นทันทีโดยไม่มีโอกาสได้เหนี่ยวไกสังหารกรณ์แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมโกดังร้างอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของกรณ์ และกลิ่นดินปืนที่คละคลุ้งในอากาศ
ชายหนุ่มหรี่ตามองผ่านกลุ่มควันจางๆ ร่างที่ยืนหยัดอยู่หลังศพของมือสังหารคือหญิงสาวในชุดแจ็คเก็ตหนังสีดำทะมัดทะแมง เส้นผมยาวรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย แววตาคมปลาบภายใต้แสงสลัวฉายแววเด็ดเดี่ยวและคุ้นเคยเป็นอย่างดี
รินรดา
เธอไม่ได้เอ่ยทักทายด้วยคำพูดหวานซึ้งใดๆ เธอก้าวเข้ามาประชิดตัวกรณ์อย่างรวดเร็ว มือเรียวบางคว้าเข้าที่แขนขวาของเขาเพื่อพยุงให้ลุกขึ้นยืน แม้ว่าสัมผัสจากปลายนิ้วของเธอจะเย็นเฉียบ แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ มันกลับสร้างความอบอุ่นและความมั่นใจให้ชายหนุ่มได้อย่างประหลาด
“คุณมาได้ยังไง...” กรณ์เค้นเสียงถามออกมาด้วยความยากลำบาก แผลที่หัวไหล่เริ่มปวดแปลบจากการเคลื่อนไหว แต่ความสงสัยในตัวหญิงสาวมีมากกว่าความเจ็บปวด “ผมคิดว่าคุณ... หายตัวไปจากระบบแล้ว”
“ถ้าฉันไม่มา คุณก็คงกลายเป็นปุ๋ยฝังอยู่ใต้ตึกนี้ไปนานแล้วล่ะ กรณ์” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ สายตาสะอาดสะอ้านของเธอกวาดมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง “อย่าเพิ่งถามมาก ตอนนี้พวกมันรู้ตัวแล้วว่าเราเจาะฐานข้อมูลหลักได้ หน่วยกวาดล้างกำลังมาที่นี่ภายในสามนาที”
“ฐานข้อมูลหลัก?” กรณ์ขมวดคิ้วแน่น สมองที่ตึงเครียดเริ่มเชื่อมโยงเบาะแส “คุณหมายความว่า... คุณแฮกเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์ของโครงการ ‘ดิเอ็มเบอร์’ แล้วอย่างนั้นหรือ?”
รินรดาไม่ตอบด้วยคำพูด เธอเพียงแต่หยิบธัมป์ไดร์ฟสีเงินชิ้นเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วชูให้เขาเห็นด้วยสายตาที่จริงจัง “ไม่ใช่แค่แฮก... แต่ฉันเอา ‘กุญแจ’ ออกมาได้แล้ว และกุญแจดอกนี้แหละที่จะกระชากหน้ากากคนที่อยู่เบื้องหลังความทรงจำที่หายไปของคุณ”
คำว่า ‘ความทรงจำที่หายไป’ เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขความรู้สึกเจ็บปวดในใจของกรณ์ให้อัดแน่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพรางเลือนของอดีตที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีรอยต่อปรากฏขึ้นในความคิด แต่มันยังไม่ชัดเจนพอที่จะปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวได้
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็ดังระรัวขึ้นทั่วทั้งโกดัง แสงไฟฉุกเฉินกะพริบถี่ๆ สาดส่องบรรยากาศให้กลายเป็นสีเลือด พื้นคอนกรีตเริ่มสั่นสะเทือนจากแรงเครื่องยนต์ของรถยนต์หลายคันที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมทางออกทุกด้าน
“พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้” รินรดาพึมพำ ใบหน้าสวยคมเริ่มปรากฏรอยเคร่งเครียด เธอดึงตัวกรณ์ให้ขยับเข้าไปหลบหลังเสาปูนขนาดใหญ่ พร้อมกับปลดสลักระเบิดควันในมือเตรียมพร้อม “เราต้องไปทางท่อระบายน้ำใต้ดินตอนนี้”
“เดี๋ยวก่อน รินรดา” กรณ์ยึดข้อแขนเธอไว้เบาๆ นัยน์ตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อค้นหาความจริงบางอย่าง “ทำไมคุณถึงยอมเสี่ยงชีวิตกลับมาช่วยผม ทั้งที่เราเพิ่งยืนอยู่คนละฝั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน... คุณต้องการอะไรกันแน่?”
รินรดาชะงักไปชั่วครู่ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะส่งยิ้มจางๆ ที่ยากจะคาดเดาออกมา ท่ามกลางเสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนของศัตรูที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที
“เพราะว่าความลับที่คุณกำลังตามหา... มันคือความจริงเดียวกับที่ฉันยอมแลกทุกอย่างเพื่อทำลายมันยังไงล่ะ” รินรดาเอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างหูเขา ก่อนจะโยนระเบิดควันลงพื้นเพื่ออำพรางตัว
แต่ในจังหวะที่ควันหนาทึบกำลังปกคลุมพื้นที่ และเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนนับสิบกำลังกรูเข้ามาล้อมรอบเสาปูนที่พวกเขากำลังหลบอยู่ ประตูเหล็กด้านหลังซึ่งควรจะถูกล็อกสนิท กลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าที่ส่องตรงมาที่พวกเขา
ร่างของชายสูงวัยในชุดกาวน์สีขาวคนหนึ่งก้าวเท้าออกมาจากความมืด พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้ทั้งกรณ์และรินรดาต้องผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกพ่อ”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดและไขปริศนาไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - นาโนบอทมาสเตอร์
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 31
การกลับมาของรินรดา
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!