เสียงคำรามกึกก้องของฟ้าผ่าสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนดินรอยทมิฬ ราวกับสวรรค์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ความมืดมนในใจของมนุษย์ สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาใส่หลังคาบ้านพักคนงานเก่าแก่หลังไร่จนเกิดเสียงดังสนั่นอื้ออึง ปิดกั้นโลกภายนอกและตัดขาดทุกเส้นทางสัญจรจนเหลือเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบ ๆ แห่งนี้
ธามก้าวเข้ามาในตัวบ้านพร้อมกับหยาดน้ำฝนที่เกาะพราวบนลาดไหล่กว้างและเรือนร่างสูงใหญ่ ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่เปียกชุ่มแนบเนื้อจนเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อและแผ่นอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจอันหนักหน่วง ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจ้องมองร่างบางที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง รินรดาในยามนี้ไม่ได้ดูแข็งกร้าวเหมือนยามที่เธอถือสมุดบัญชีต่อปากต่อคำกับเขาในออฟฟิศใหญ่ ร่างเพรียวระหงในชุดทำงานที่เปียกชื้นบางส่วนกำลังกอดอกแน่นเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นจากพายุภายนอก
"ติดฝนแบบนี้... ทางออกเดียวที่จะรอดจากความหนาว คงไม่ใช่การผิงไฟหรอกนะครับคุณผู้จัดการ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำ ธามก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขาเยือกเย็นและมั่นคงราวกับนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมในกรงขัง รินรดาก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางชนเข้ากับผนังไม้เก่า ทว่าแววตาของเธอยังคงดื้อรั้น ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ตรงหน้า
"ถอยไปนะ... ธาม คุณไม่มีสิทธิ์มาขังฉันไว้ที่นี่" เธอเชิดหน้าขึ้น แม้ริมฝีปากบางจะเริ่มซีดเซียวด้วยความหนาวสั่น
"ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?" ธามหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นต่ำลึกและเต็มไปด้วยแรงขับอันดุเดือด เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นฝนและกลิ่นไอดินรอบตัวเขากำลังหลอมละลายสติสัมปชัญญะของเธอทีละน้อย "ผืนดินนี้เป็นของผม กฎที่นี่ก็คือผม และตัวคุณ... ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในไร่รอยทมิฬแห่งนี้ คุณก็อยู่ในกำมือของผมมาตั้งแต่แรกแล้ว รินรดา"
ฝ่ามือหนาเอื้อมไปทาบลงบนผนังไม้ข้างศีรษะของเธอ กักขังเธอไว้ในวงแขนที่เปรียบเสมือนกรงเหล็กไร้ทางหนี รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แต่กลิ่นกายที่อบอุ่นและทรงพลังของเขากลับทำให้หัวใจเธอดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก สัมผัสจากความใกล้ชิดนี้มันรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน แรงดึงดูดระหว่างพวกเขาราวกับแม่เหล็กต่างขั้วที่พร้อมจะระเบิดออกทุกเมื่อ
"คุณมันเผด็จการ..." เธอกระซิบเสียงสั่น เมื่อปลายนิ้วแข็งแกร่งของเขาแตะลงที่คางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสอันจาบจ้วง
"ใช่... ผมมันเผด็จการ และผมก็กำลังจะแสดงความเผด็จการนั้นให้คุณจำจนวันตาย"
สิ้นคำประกาศิต ริมฝีปากร้อนผ่าวก็ทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดของเธออย่างดิบเถื่อนและเอาแต่ใจ รินรดาสะفุ้งด้วยความตกใจ มือบางระดมทุบลงบนแผ่นอกกว้างเพื่อประท้วง แต่แรงแค่นั้นไม่ต่างอะไรกับการผีเสื้อขยับปีกเมื่อเทียบกับกำแพงกล้ามเนื้อของชายหนุ่ม ธามรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักและความล้ำลึกให้กับรสจูบที่เปี่ยมไปด้วยไฟปรารถนา
จูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าของ คือการลงทัณฑ์และความลุ่มหลงที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน รินรดาพยายามเม้มริมฝีปากแน่น แต่ความช่ำชองและแรงดึงดูดมหาศาลจากชายหนุ่มทำให้เกราะป้องกันของเธอพังทลายลงในพริบตา เรียวลิ้นร้อนรอนที่ลุกล้ำเข้าไปเกี่ยวพันสร้างความวาบหวามจนเข่าของเธอแทบทรุด แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกที่เกิดจากพายุฝนยังไม่เท่ากับแผ่นดินไหวในAรารมณ์ที่เขากำลังสร้างขึ้นในกายเธอ
ธามถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้หญิงสาวได้กอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตาของเขายังคงจดจ้องริมฝีปากบวมเจ่อและแดงก่ำด้วยความกระหายหิว นิ้วมือหนาลูบไล้ไปตามแนวคอระหงผ่านผิวเนื้อที่ชื้นเหงื่อและไออุ่นจากร่างกาย ความเงียบงันภายในห้องถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่
"คุณรังเกียจผมไหม... ริน" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังชิดริมฝีปาก แววตาที่มักจะแข็งกร้าวในยามปกติเวลานี้กลับเจือประกายความโหยหาอย่างลึกซึ้งที่ยากจะปฏิเสธ
"คุณ... ทำแบบนี้ทำไม..." น้ำเสียงของเธอขาดห้วง เมื่อฝMอหนาเริ่มลูบไล้ต่ำลงมาที่เอวคอดกิ่ว สัมผัสจากปลายนิ้วที่ผ่านเนื้อผ้าสร้างความเสียวซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายของเธอยอมจำนนต่อสัมผัสของเขาอย่างน่าละอาย แม้จิตสำนึกจะร้องเตือนถึงความอันตราย แต่สัญชาตญาณดิบภายในกลับเรียกร้องหาความลึกซึ้งที่มากกว่านี้
"เพราะผมต้องการคุณ... ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณก้าวเข้ามาเหยียบที่นี่"
ธามไม่รอให้เธอได้หาคำตอบมาปฏิเสธอีกต่อไป ร่างสูงโอบอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่
ลังเล รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจ แขนเรียวต้องโอบรอบลำคอแกร่งของเขาไว้โดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ร่วงหล่น แรงพายุข้างนอกโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น ราวกับเป็นพยานให้กับเปลวเพลิงแห่งความเสน่หาที่กำลังลุกโชนขึ้นในบ้านพักหลังน้อย
บนเตียงนอนเก่าแก่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงเคลื่อนไหว ร่างของทั้งสองทาบทับหลอมรวมกันท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงฝนตกหนัก ธามทาบทับลงมาด้วยน้ำหนักที่มั่น and เปลี่ยมไปด้วยพละกำลัง รสจูบครั้งใหม่เร่าร้อนและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เสื้อผ้าที่เปียกชื้นถูกปลดเปลื้องออกทีละชิ้นเผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามราวกับประติมากรรมของหญิงสาว และแผ่นอกกำยำเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาของชายหนุ่ม
ผิวเนื้อที่แนบชิดกันส่งผ่านความร้อนระอุจนแทบแผดเผา สัมผัสอันนุ่มนวลแต่หนักแน่นของธามไล่สำรวจไปทุกตาราง inch บนเรือนร่างของรินรดา เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากลำคอของหญิงสาวเมื่อเรียวปากร้อนผ่าวของเขาฝังรอยจูบไปทั่วลาดไหล่และเนินอกอิ่ม ความหวงแหนและความปรารถนาอันดิบเถื่อนผสมผสานกลายเป็นความอ่อนโยนที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม รินรดาแอ่นกายรับสัมผัสด้วยความลืมตัว มือบางจิกทึ้งลงบนแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มเพื่อระบายความเสียวซ่านที่โถม
ซัดเข้ามาไม่หยุดหย่อน
การสอดประสานดำเนินไปอย่างเร่าร้อนและเปี่ยมด้วยจังหวะจะโคน ท่ามกลางเสียงคำรามของฟ้าฝนภายนอกและเสียงลมหายใจหอบกระชั้นที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว ทุกอณูความรู้สึกถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด ความเจ็บปวดในคราแรกถูกแทนที่ด้วยคลื่นแห่งความสุขสมที่ซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า รินรดาหลับตาแน่น จิกมือลงกับหมอนในขณะที่ธามประคองกอดเธอไว้แนบอก กระซิบคำว่ากล่าวและคำรักปะปนกันด้วยน้ำเสียงแหบพร่าข้างใบหู ท่ามกลางหุบเหวแห่งเสน่หาที่ไร้ทางหนีและไม่มีใครอยากจะตื่นจากความฝันอันมืดมนนี้
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งพายุภายนอกเริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงหยาดน้ำฝนที่หยดติ๋งกระทบชายคาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ธามนอนตะแคงโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของรินรดาไว้แนบอก ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอขึ้น แต่มือหนายังคงลูบไล้เส้นผมสลวยของหญิงสาวที่นอนหลับตาพริ้มด้วยความอ่อนเพลียในอ้อมแขน
รินรดาซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกกว้างของเขา ความอบอุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มทำให้เธอลืมเลือนความหวาดระแวงไปชั่วขณะ เธอยกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นจาง ๆ บนอกของเขาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"คุณเกลียดฉันมากไหม... ถ้าวันหนึ่งคุณรู้ความจริงว่าฉันมาที่นี่ทำไม" เธอเอמהกระซิบแผ่วเบาในความมืด
ธามหยุดชะงักมือที่ลูบไล้ เขาชะโงกหน้าขึ้นมองเธอในความสลัว แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับมาคมกริบและเย็นเยียบขึ้นมาทันที ราวกับเปลวไฟในเตาผิงที่มอดดับลงเหลือเพียงถ่านสีแดงฉาน
"ตราบใดที่คุณยังอยู่ในอ้อมแขนของผม..." ธามก้มลงกระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจและความลับดำมืดที่ยังไม่ถูกเปิดเผย "ต่อให้ความจริงนั้นคือใบมีดที่พร้อมจะเชือดคอผม... ผมก็ไม่มีวันปล่อยให้คุณเดินออกไปจากไร่นี้เด็ดขาด... รินรดา"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยปากถามความหมายในประโยคอันน่าขนลุกนั้น เสียงเคาะประตูดังปึงปังอย่างรุนแรงก็ทำลายความเงียบสงบยามราตรีลงในทันที พร้อมกับเสียงตะโกนแหบแห้งของใครบางคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านพัก
"นายครับ! แย่แล้วครับนาย... ศพของไอ้พ้ง... ถูกพบatท้ายไร่อ้อยโซนสาม สภาพศพถูกควักข้อมูลออกเกลี้ยง และ... และมีคนทิ้งหลักฐานบางอย่างไว้ที่ตัวมันครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความเร่าร้อนและดาร์กโรมานซ์นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
ไร่รอยทมิฬ ปรารถนาเดือดบนผืนดินเถื่อน•ตอนที่ 7
คืนพายุโหม
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไร่รอยทมิฬ ปรารถนาเดือดบนผืนดินเถื่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!