“เธอไม่ได้กำลังอ่านตำราเรียนประวัติศาสตร์อยู่ ไคล์... เธอกำลังอ่าน ‘คำสารภาพ’ ของคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ไม่มีใครบันทึกชื่อพวกเขาเอาไว้ในหอสมุดหลวง”
น้ำเสียงของดร.อีเลน่าสั่นพร่าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะดึงตัวกลับเข้าสู่โหมดเย็นชาตามปกติ เธอไม่ได้หลบตาผม แต่ความลึกของดวงตาสีเทาคู่นั้นกลับดูเหมือนห้วงอวกาศที่ไม่มีวันสิ้นสุด ประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่คำเตือน แต่มันคือการปักป้ายเตือนในพื้นที่ต้องห้ามที่ผมเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาเหยียบ
ผมปิดสมุดปกหนังเก่าคร่ำครึในมือ เสียงกระดาษกรอบแกรบดังก้องในห้องทำงานส่วนตัวของเธอที่เงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นจังหวะสม่ำเสมอตามหลักการคำนวณของผม
“อาจารย์ครับ... หากสิ่งที่ผมกำลังอ่านอยู่คือคำสารภาพ แล้วคนที่เขียนมันขึ้นมาจะทิ้งร่องรอยไว้ในโครงสร้างเวทมนตร์ของโรงเรียนทำไมครับ? กฎข้อที่สามของอุณหพลศาสตร์เวทมนตร์ระบุไว้ชัดเจนว่า พลังงานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนกฎเกณฑ์จะต้องทิ้ง 'ลายเซ็น' (Signature) เอาไว้เสมอ และลายเซ็นที่ผมเห็นในหน้ากระดาษนี้ มันสอดประสานกับโครงสร้างของหอสมุดชั้นใต้ดินที่ควรจะถูกปิดตายไปแล้ว”
อีเลน่าขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวของเธอหยุดลงที่มุมโต๊ะไม้โอ๊ค เธอมองผมด้วยสายตาที่วิเคราะห์มากกว่าแค่ความเป็นอาจารย์ “เธอคิดว่าตัวเองฉลาดพอจะถอดรหัสพันธุกรรมของเวทมนตร์ได้งั้นสินะ? ที่นั่นไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็กนักเรียนที่หลงใหลในตรรกะแบบเธอ ที่นั่นคือหลุมศพของความจริงที่โลกพยายามลืม”
“ถ้าผมไม่เข้าไปหาความจริงในหลุมศพ ผมก็คงต้องยอมจำนนกับคำโกหกที่ทางโรงเรียนป้อนให้ในทุกๆ เช้าละครับ” ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะวางสมุดเล่มนั้นลงและหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นพยานในการตัดสินใจครั้งนี้ของผม
***
หอสมุดต้องห้ามชั้นที่ 0 ไม่ได้ถูกระบุอยู่ในแผนผังใดๆ ของโรงเรียน มันคือช่องว่างระหว่างมิติที่ถูกสร้างขึ้นจากการวางตำแหน่งหนังสือให้สอดคล้องกับระนาบพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในดินแดนนี้ ผมใช้เวลาสามวันในการคำนวณมุมหักเหของแสงและจังหวะการหมุนของเกลียวบันไดวน จนกระทั่งเท้าของผมเหยียบลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเยียบจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง
อากาศที่นี่หนาแน่นด้วยอนุภาคเวทมนตร์ที่ไร้เสถียรภาพ มันสั่นไหวและกะพริบเหมือนไฟล์วิดีโอที่ไฟล์เสียหาย ผมหยิบอุปกรณ์ตรวจวัดพลังงานขนาดจิ๋วที่ดัดแปลงขึ้นเองออกมา หน้าจอดิจิทัลตรงกลางหอสมุดที่มืดมิดแสดงตัวเลขที่พุ่งทะลุขีดจำกัดจนหน้าจอแทบแตก
‘ตรวจพบคลื่นความถี่ผิดปกติ: 0.004 เฮิรตซ์ สอดคล้องกับบันทึกในหน้า 42’
ผมก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยตู้หนังสือสูงจรดเพดาน หนังสือเล่มไหนที่ถูกสัมผัสจะส่งเสียงโอดครวญเหมือนวิญญาณที่ถูกจองจำ แต่มันไม่ใช่ผีหรอกครับ มันคือการบันทึกความทรงจำแบบอะนาล็อกที่ฝังตัวอยู่ในเยื่อกระดาษ
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ก็สว่างวาบขึ้นที่ปลายสุดของโถงทางเดิน มันไม่ใช่แสงจากเวทมนตร์ แต่เป็นแสงจาก 'รอยรั่ว' ของมิติ
ผมรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ ร่องรอยเวทมนตร์ที่นี่ไม่ได้เป็นไปตามกฎของฟิสิกส์เวทมนตร์ที่ผมเคยเรียนมา มันกลับบิดเบี้ยวเป็นลวดลายเรขาคณิตที่ไม่สมมาตรเหมือนกราฟที่ล้มเหลว แต่มันกลับสวยงามและทรงพลังอย่างประหลาด ผมเอื้อมมือออกไปจะสัมผัสรอยแยกนั้นด้วยความใคร่รู้ในฐานะนักวิจัย แต่ทันทีที่ปลายนิ้วห่างจากจุดศูนย์กลางเพียงไม่กี่เซนติเมตร ระบบในสมองผมก็เริ่มแจ้งเตือนเสียงดังระงม
[คำเตือน: ตรวจพบระดับพลังงานระดับหายนะ (Catastrophe Level)]
[ตรวจพบความพยายามในการแทรกแซงกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้]
[คำสั่งระบบ: ปรับจูนตรรกะใหม่... ไม่สามารถแก้ไขได้!]
“นั่นสินะ... ถ้ามันแก้ไขง่ายๆ คงไม่มีใครต้องหายไปจริงๆ” ผมพึมพำกับตัวเอง พยายามควบคุมสติไม่ให้สั่นคลอนต่อแรงกดดันมหาศาลที่จ้องจะบดขยี้ประสาทสัมผัส
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะดึงมือกลับ แสงสีฟ้าที่ควรจะนิ่งสงบกลับเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง มันดึงดูดเอาเศษกระดาษรอบข้างเข้ามาหลอมรวมกันเป็นรูปร่างของใครบางคน—เงาร่างที่คุ้นตา เงาร่างที่อีเลน่าพยายามฝังกลบไว้ในอดีต
เสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์เริ่มดังขึ้นในหัว มันเป็นเสียงที่ซ้อนทับกันหลายร้อยเสียง จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและคุ้นเคยอย่างน่าใจหาย
“ไคล์... เธอไม่ควรจะมาที่นี่ในตอนนี้”
เงาร่างนั้นหันมาหาผม ใบหน้าของมันไร้รายละเอียด แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือดวงตาสีเทาคู่นั้น—ดวงตาคู่เดียวกับของ ดร.อีเลน่า ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ดูเหมือนจะส่งผ่านออกมาจากมิติที่ซ้อนทับกันอยู่
ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากถาม มือของร่างเงาก็พุ่งเข้ามาคว้าที่ข้อมือผม ความเย็นยะเยือกแล่นเข้าสู่กระดูกสันหลัง พร้อมกับหน้าต่างระบบที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าด้วยตัวอักษรสีแดงฉาน
[สถานะ: ถูกพันธนาการโดยมิติปิดตาย]
[คำสั่งใหม่จากระบบ: ยอมรับการถ่ายทอดข้อมูลระดับ SSS หรือเข้าสู่สภาวะ 'ลบตัวตน' ใน 3... 2... 1...]
ประตูด้านหลังของหอสมุดถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง เงาร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีดำยาวรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง “ถอยออกมานะไคล์! อย่ารับข้อมูลนั้น... นั่นไม่ใช่คำสารภาพ แต่มันคือคำสาปที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นหนังสือ!”
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางในหอสมุดที่บิดเบือนความจริงนี้ไปกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
- ไมโลกับภูตน้อย -
บันทึกวิชาตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต•ตอนที่ 3
หอสมุดต้องห้ามชั้นที่ 0
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวิชาตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!