“รสชาติเหมือนการเอาความพยายามของเชฟไปโยนลงถังขยะแล้วราดด้วยซอสราคาถูกค่ะ... น่าผิดหวังจนฉันเกือบจะสำลักออกมา”
น้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยอำนาจของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่กลางห้องวีไอพีของร้าน *‘The Essence’* ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก คินน์วางส้อมลงบนจานกระเบื้องเคลือบราคาแพงด้วยจังหวะที่เชื่องช้า แต่มันกลับส่งเสียงกระทบกันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของทีมครัวที่ยืนตัวเกร็งอยู่ไม่ไกล
รินรดา ซึ่งยืนกอดอกอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว กระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย เธอไม่สนใจสายตาห้ามปรามของบรรดาผู้จัดการร้านที่พยายามส่งสัญญาณให้เธอใจเย็นๆ หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่มด้วยท่าทางมั่นคง ส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะหนักแน่นที่สะท้อนถึงความไม่เกรงกลัว
“คุณคินน์คะ” รินรดาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบพอๆ กัน ก่อนจะหยุดยืนเผชิญหน้ากับเขา “คำวิจารณ์ที่คุณเพิ่งพ่นออกมาเนี่ย เป็นมาตรฐานของ ‘นักวิจารณ์อาหารระดับประเทศ’ หรือแค่อคติส่วนตัวของคุณกันแน่คะ? เพราะถ้าคุณจะติเพื่อก่อ เรายินดีรับฟัง แต่ถ้าจะติเพื่อทำลาย... กรุณาเช็กสติก่อนจะตักคำต่อไปเข้าปากนะคะ”
คินน์เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบสีเข้มดุจน้ำแข็งขั้วโลกจ้องมองใบหน้าสวยคมของเชฟสาวนิ่งสนิท เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับรูปสลัก แต่ความเย่อหยิ่งที่แผ่ออกมานั้นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูหนาวเหน็บจนน่าอึดอัด เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับถ้อยคำจิกกัดของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ซ้ำยังพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างเหยียดหยาม
“ผมไม่ชอบพูดเรื่องอคติกับคนที่มีดีแค่ ‘ความมั่นหน้า’ หรอกครับคุณรินรดา” คินน์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกวาดมองจานอาหารที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง “ซอสที่คุณมั่นใจนักหนาว่ามันคือนวัตกรรมฟิวชั่นน่ะ ความจริงมันคือการเอาวัตถุดิบสองอย่างที่ไม่มีวันเข้ากันได้มาบังคับให้แต่งงานกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันควรจะแยกทางกันไปตั้งแต่วินาทีที่เริ่มลงกระทะ”
“มันคือศิลปะค่ะ” รินรดาโต้กลับทันควัน นัยน์ตาสีมรกตของเธอสั่นระริกด้วยความโกรธแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม “คุณมองแต่มิติความคุ้นเคยจนลืมมองความสร้างสรรค์ ถ้าลิ้นของคุณมันติดอยู่กับรสชาติเดิมๆ ที่น่าเบื่อ ก็อย่ามาโทษว่าฝีมือคนอื่นมันห่วยแตกเพียงเพราะคุณไม่มีจินตนาการจะเข้าใจรสสัมผัสนั้น”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนเกือบจะถึงจุดแตกหัก ผู้จัดการร้านหน้าซีดเผือดจนแทบเป็นลม แต่คินน์กลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความอบอุ่นและชวนให้ขนลุก
“สร้างสรรค์เหรอ? ผมเรียกว่าความพยายามที่ไร้ทิศทางมากกว่า” คินน์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความต่างของส่วนสูงทำให้รินรดาต้องแหงนหน้ามองเขาเพียงเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว “ถ้าคุณคิดว่างานของคุณมันดีเลิศนัก ทำไมไม่ลองมาทำอาหารให้ผมกินส่วนตัวที่บ้านดูล่ะ? เผื่อว่าเวลาไม่มีสายตาของลูกค้าคอยกดดัน คุณจะเลิกปรุงอาหารแบบ ‘เด็กเล่นขายของ’ แล้วหันมาใช้สมองมากกว่าอารมณ์”
รินรดาขมวดคิ้วแน่น หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความเดือดดาล “คุณคิดว่าคุณเป็นใครถึงมาออกคำสั่งกับฉัน? ฉันไม่ใช่เชฟส่วนตัวของคุณ และที่นี่ก็ไม่ใช่ครัวของบ้านคุณด้วยค่ะ”
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณมีสิทธิ์ปฏิเสธนี่” คินน์ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะใบหน้า กลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ ของเขาผสมผสานกับกลิ่นไวน์จางๆ ทำให้สติของรินรดาเริ่มพร่าเลือนชั่วขณะ “ถ้าคุณมั่นใจว่าสิ่งที่ผมวิจารณ์มันผิด... ก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิ ในที่ที่ไม่มีข้ออ้างเรื่องความวุ่นวาย ในที่ที่ ‘ฝีมือ’ ของคุณจะถูกตรวจสอบโดยผมคนเดียว”
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของเขาอย่างท้าทาย เธอจะไม่ยอมให้คนปากร้ายอย่างเขามาดูถูกศักดิ์ศรีในฐานะเชฟของเธอได้เด็ดขาด “ได้ค่ะ ถ้าคุณอยากจะเห็นฝีมือที่แท้จริงนัก ฉันก็จะทำให้คุณได้เห็น... แล้วถึงตอนนั้น เตรียมตัวกลืนคำพูดแย่ๆ ของคุณลงไปพร้อมกับอาหารของฉันได้เลย”
คินน์ยกยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่มันดูเหมือน ‘พรานที่ต้อนเหยื่อเข้ากรงได้สำเร็จ’
เขาก้มลงมาจนใบหน้าเกือบชิดริมใบหูของเธอ กระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
“งั้นพรุ่งนี้... หนึ่งทุ่มตรง อย่าให้ผมต้องไปตามถึงร้านล่ะ เพราะถ้าคุณเบี้ยว ผมจะถือว่าคุณยอมรับว่าอาหารของคุณมัน ‘ห่วย’ อย่างที่ผมว่าจริงๆ”
คินน์ผละออกห่างอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำตอบ เขาหยิบสูทตัวนอกขึ้นมาพาดบ่าแล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้รินรดายืนนิ่งค้างอยู่กลางห้องท่ามกลางความสับสนและความฉุนเฉียวที่ยังคุกรุ่น
ทว่าในจังหวะที่คินน์กำลังจะก้าวพ้นประตูห้องวีไอพี เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นอย่างหนักแน่น ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้หญิงคนหนึ่งที่รินรดาไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่
หญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมสุดหรูหยุดชะงักเมื่อเห็นคินน์ยืนอยู่ตรงหน้า เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะเหลือบสายตามามองที่รินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ไม่ไกล
“คินน์คะ? คุณบอกว่าจะมาทำธุระด่วน... แต่ธุระด่วนของคุณคือการมาขลุกอยู่กับแม่เชฟปากร้ายคนนี้น่ะเหรอ?”
รินรดาใจหล่นวูบเมื่อเห็นแววตาเหยียดหยามของหญิงสาวปริศนาที่มองมายังเธอ ราวกับเธอเป็นเพียงมดปลวกที่น่ารำคาญในสายตาของผู้หญิงคนนี้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ คินน์กลับไม่ได้ปฏิเสธหรืออธิบายอะไรเลย เขาเพียงแต่ปรายตามองรินรดาด้วยสายตาเรียบเฉยเหมือนไม่เคยมีความสัมพันธ์หรือคำท้าทายใดๆ เกิดขึ้นมาก่อน... ราวกับเขาไม่เคยรู้จักเธอเลย
หวังว่ารี้ดที่น่ารักจะสนุกกับจานแรกของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - เอมเมอรัลด์อายส์
สูตรลับฉบับป่วนใจยัยเชฟมือโปร•ตอนที่ 1
จานแรกที่วางมวย
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับป่วนใจยัยเชฟมือโปร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
