กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 24

การเยียวยาด้วยลมปราณ

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"เจ้าจะมองหน้าข้าเช่นนี้ไปถึงเมื่อใดกัน... มู่หยาง" น้ำเสียงของนางเซียนหานอวี่แฝงไว้ด้วยความกระดากอายที่ถูกซ่อนภายใต้หน้ากากน้ำแข็งมาเนิ่นนาน แววตาคู่คมที่เคยเฉียบคมราวกระบี่เซียนยามนี้กลับหลบเลี่ยงประกายตาอันร้อนแรงของบุรุษตรงหน้า เลือดลมในกายของนางปั่นป่วนจนลมปราณเหมันต์นิรันดร์ที่เคยควบคุมได้ดั่งใจกลับสั่นคลอน ภายในถ้ำศิลาโบราณซึ่งถูกปิดกั้นด้วยค่ายกลอักขระขั้นสูง ไอความเย็นจากพิษโลหิตอสูรยังคงกัดกินชีพจรของนางเซียนผู้สูงศักดิ์จนริมฝีปากบางเฉียบเริ่มม่วงคล้ำ ทว่าความหนาวเหน็บจากภายในกลับไม่อาจเทียบเท่ากับความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือของหลี่มู่หยาง ซึ่งกำลังทาบแนบลงบนแผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ข้าหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของจอมยุทธ์ผู้ใช้วิชากระบี่วิปลาสฉายแววเจ้าเล่ห์แต่ก็เปี่ยมด้วยความจริงจังอย่างหาได้ยากยิ่ง พยัคฆ์เพลิงบรรพกาลที่นอนหมอบอยู่มุมถ้ำส่งเสียงคำรามฮึ่มฮักในลำคอราวกับกำลังส่งสัญญาณแซวผู้เป็นนาย จนข้าต้องเหลือบตาไปปรามมันด้วยความหมั่นไส้ "หากข้าไม่มองท่าน แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าพิษในกายของเจ้าสำนักเหมันต์ผู้เย่อหยิ่ง ยอมสยบลงต่อความอบอุ่นของข้าแล้วหรือยัง?" ข้าเอ่ยเย้าแหย่ด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ทว่ามือข้างที่ถ่ายTลMTลมปราณกลับไม่กล้าสั่นคลอนแม้แต่น้อย "เจ้า... คนไร้ยางอาย" หานอวี่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขัดเคือง แต่นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะสะบัดหน้าหนี พิษโลหิตอสูรเพลิงโลกันตร์ที่นางฝืนใช้พลังต้านทานไว้เมื่อศึกก่อนหน้ากำลังตีกลับ การจะขับพิษนี้ออกจำเป็นต้องหลอมรวมหยินและหยางเข้าด้วยกัน ซึ่งมีเพียงวิชากระบี่หยาดฟ้าดินของข้าเท่านั้นที่ทำได้ ข้าขยับเข้าไปชิดนางยิ่งขึ้น จนกระทั่งกลิ่นหอมเย็นราวดอกเหมันต์บริสุทธิ์ผสมผสานกับกลิ่นไอโลหิตจางๆ ลอยเข้าจมูก ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่ออุณหภูมิร่างกายของข้าถ่ายเทเข้าไปโอบล้อมความหนาวเหน็บในกายของนาง "อย่าดื้อรั้นนักเลย หานอวี่" น้ำเสียงของข้าเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและทุ้มลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ความเย็นชานั้นใช้หลอกลวงคนทั้งยุทธภพได้ แต่ใช้หลอกหัวใจของข้าไม่ได้หรอกนะ... หลับตาลงเสีย ปล่อยให้ลมปราณของข้านำทาง" ดวงตางามคู่นั้นสั่นระริก นางช้อนตาขึ้นมองข้าชั่วขณะหนึ่ง ราวกับกำลังค้นหาความจริงใจในแววตาของบุรุษผู้ถูกขนานนามว่าวิปลาสผู้นี้ และในที่สุด... เปลือกตาบางก็ค่อยๆ ปิดลง ยอมจำนนต่อความอ่อนล้าและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้วงจิตวิญญาณ ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ให้โคจรอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปราณหยางอันร้อนแรงดั่งสุริยันถูกส่งผ่านจุดชีพจรสำคัญที่แผ่นหลังของนาง ค่อยๆ ละลายผลึกน้ำแข็งพิษที่เกาะกุมอวัยวะภายในทีละน้อย ทว่ากระบวนการนี้ช่างละเอียดอ่อนและอันตรายยิ่งนัก หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว พลังหยินและหยางอาจตีกลับจนร่างทั้งสองแหลกสลายกลายเป็นจุล ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่างทำให้ข้าได้ยินเสียงหัวใจของนางเต้นรัวระส่ำไม่เป็นจังหวะ มันไม่ได้เย็นชาและสงบนิ่งเหมือนยามที่นางยืนอยู่บนยอดเขาเหมันต์อีกต่อไปแล้ว ใบหน้าหวานล้ำที่เคยไร้ความรู้สึกยามนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยพิษไข้และความเขินอาย หยาดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าและไรผมจนดูงดงามราวกับภาพวาดเซียน "อืม..." เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของนาง เมื่อกระแสปราณร้อนพุ่งเข้ากระทบจุดชีพจรหลักที่หน้าอก หานอวี่สะท้านเฮือก ร่างกายเอนซบลงมาซบกับอกแผงกว้างของข้าโดยสัญชาตญาณ มือเรียวบางที่เคยถือกระบี่เซียนนิรันดร์บัดนี้กลับกำชายเสื้อผ้าของข้าแน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ความอบอุ่นเดียวในโลกหล้าเล่มนี้จะเลือนหายไป ข้าโอบแขนโอบรอบเอวบางของนางไว้โดยอัตโนมัติ สัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งแกร่งของเจ้าสำนักใหญ่ ความรู้สึกปกป้องคุ้มครองพลุ่งพล่านขึ้นในอกอย่างรุนแรง วิถีกระบี่วิปลาสที่เคยมีแต่ความบ้าคลั่งและโดดเดี่ยว บัดนี้กลับมีทิศทางใหม่... ทิศทางที่มีนางเคียงคู่ พยัคฆ์เพลิงบรรพกาลที่เห็นเจ้านายบรรยากาศหวานชื่น มันจึงแอบหาวหวอดใหญ่แล้วมุดหัวลงนอนต่ออย่างไม่ใส่ใจโลกภายนอก ปล่อยให้สองหนุ่มสาวดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งการเยียวยาที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยาย เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งไอสีดำสนิทที่แผ่ออกมาจากร่างของหานอวี่ค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยละอองแสงสีขาวบริสุทธิ์ พิษโลหิตอสูรถูกขับออกจนหมดสิ้น ลมปราณเหมันต์นิรันดร์ของนางฟื้นคืนกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังทะยานขึ้นสู่ขอบเขตที่เหนือกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ หานอวี่ลืมตาขึ้น ช้าๆ แววตานั้นกระจ่างใสและล้ำลึกราวกับผืนน้ำในทะเลสาบเซียน นางเงยหน้าขึ้นสบตาข้าในระยะกระชั้นชิด ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนปลายจมูกของกันและกัน ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอื้อnเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดในรอบร้อยปีของนาง "มู่หยาง... ข้า..." *ตึง!* ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวจบ เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มก็ดังขึ้นจากเบื้องนอกถ้ำศิลา แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนหินผาถล่มลงมาปิดปากถ้ำเศษฝุ่นตลบอบอวล ค่ายกลปกป้องที่ข้ากางไว้แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตาเดียว! รังสีอำมหิตสายหนึ่งแผ่พุ่งทะลุเศษซากหินเข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องกาลเวลา "ฮ่าๆๆๆ... เจ้าสำนักหานอวี่ หลี่มู่หยาง พวกเจ้าหลบอยู่ในรูกลวงนี้นานเกินไปแล้ว ถึงเวลาชำระหนี้เลือดที่พวกเจ้าติดค้างไว้กับสำนักกระบี่สวรรค์เสียที!" ร่างเงาในชุดคลุมสีทองอร่ามก้าวเหยียบย่างเข้ามาท่ามกลางกลุ่มควัน ปราณกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่ทรงพลังกดทับกดดันจนบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวดึงภูเขามาทับอก และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บุคคลผู้นั้นถือครอง "กระบี่วิญญาณโลหิต" ที่ควรจะสูญหายไปเมื่อร้อยปีก่อน! หานอวี่หน้าเปลี่ยนสีทันที นางพยายามจะลุกขึ้นชักกระบี่เซียน แต่มือของข้ากลับคว้าจับข้อมือนางไว้เสียก่อน พร้อมกับสายตาที่หรี่ลงอย่างอันตราย "อย่าเพิ่งขยับ..." ข้ากระซิบเสียงต่ำข้างหูของนาง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายสังหารดุจสัตว์ป่าที่ถูกปลุกให้ตื่น "ดูเหมือนว่า... คนที่ทรยศสำนักเมื่ออุทกภัยปีก่อนไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียวหรอกนะ" — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเดือดในบทนี้ด้วยกันนะครับ — ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%