"ถอยไปเสียอัลริค... ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกับความโอหังของเจ้า"
เสียงทุ้มต่ำของเซเรสเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้บรรยากาศรอบกายสั่นสะเทือน ความกดดันมหาศาลจากเลือดบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ ดวงตาสีโลหิตของเขาไม่ได้แสดงความเกรงกลัวต่ออัลฟ่าหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย
อัลริคหัวเราะลั่น เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกระหาย เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้จนแทบจะประชิดตัวเอเลน่าที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลังเซเรส "คำขู่ของท่านมันก็แค่ลมปากเซเรส... เจ้าคิดหรือว่าเงาของค่ำคืนนี้จะปกป้องเจ้าได้ตลอดไป? เลือดในกายของนาง... กลิ่นของมันหอมหวานจนข้าแทบคลั่ง และข้าจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆ อีกแล้ว"
เอเลน่าสูดลมหายใจลึก เธอก้าวออกมาจากแผ่นหลังแกร่งของเซเรส มือเรียวบางของเธอสั่นเทาแต่สายตามุ่งมั่นอย่างที่คนรักไม่เคยเห็นมาก่อน "เจ้าต้องการเลือดของข้าเพื่อขึ้นเป็นราชาเหนือเผ่าพันธุ์งั้นหรืออัลริค? เจ้าคงลืมไปว่าพลังของข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เจ้าใช้เป็นบันไดสู่ความรุ่งโรจน์... แต่ข้ามีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้ารัก"
เธอยื่นมือไปกุมมือเซเรสไว้แน่น พลังสีเงินยวงเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากปลายนิ้ว ความร้อนระอุจากเลือดผสมที่เกิดจากความรักของทั้งสองผสานกันเป็นเกราะคุ้มกันที่ทรงพลังเกินกว่าที่อัลฟ่าตนใดจะต้านทานได้ อัลริคชะงัก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงปะทะที่เหมือนคลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่ ดวงตาสีอำพันของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกแรงผลักมหาศาลกระแทกกระเด็นหายไปในความมืดมิดของพงไพร พร้อมกับเสียงคำรามที่ค่อยๆ เลือนหายไปราวกับถูกลบออกจากห้วงเวลา
ความเงียบงันกลับคืนมาสู่หุบเขาใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาดั่งม่านเงิน เอเลน่าหอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยล้า เซเรสรีบโอบประคองเธอเข้าสู่อ้อมกอดที่เย็นเยียบแต่ทว่าอบอุ่นในความรู้สึกของเธอ
"เจ้าทำได้ดีมาก เอเลน่า..." เซเรสกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนน่าใจหาย ความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงชายผู้เป็นที่รัก "เจ้าไม่ได้เป็นเพียงหมากบนกระดานของโชคชะตาอีกต่อไป แต่เจ้าคือหัวใจของข้า"
เขาก้มลงบรรจงจุมพิตที่ต้นคอของเธอ เบาบางราวกับกลีบดอกไม้ แต่แฝงไปด้วยความปรารถนาที่คุกรุ่น เอเลน่าหลับตาพริ้ม สัมผัสของเขาคือพันธสัญญาที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย "เซเรส... ข้ากลัวว่าคืนนี้จะเป็นเพียงฝันร้ายที่จบลง แต่ถ้ามันคือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตร่วมกับท่าน ไม่ว่าจะเป็นนิรันดร์หรือแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ข้าก็จะขอเคียงข้างท่านเสมอ"
เซเรสช้อนตัวเธอขึ้นแนบกาย ก่อนจะพาร่างของทั้งคู่หายวับเข้าไปในคฤหาสน์หินอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูง ที่นั่น... ในห้องนอนที่ประดับประดาด้วยแสงเทียนและกลิ่นหอมของดอกกุหลาบดำ เรื่องราวของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ภายในห้องที่ปิดตายจากโลกภายนอก แสงจันทร์ทอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เผยให้เห็นผิวขาวเนียนของเอเลน่าที่สะท้อนแสงนวลตา เซเรสวางเธอบนเตียงที่ปูด้วยผ้าไหมเนื้อดีอย่างทนุถนอม ราวกับเธอกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกที่เขาสามารถครอบครองได้
เขาก้มลงสบตาเธอ สายตาของแวมไพร์ผู้ผ่านกาลเวลามานับพันปีในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความอ่อนไหว "ข้าใช้เวลาชั่วชีวิตเพื่อรอคอย... รอคอยคนที่จะทำให้เลือดในกายที่เย็นชืดของข้ากลับมาเต้นเป็นจังหวะแห่งชีวิตอีกครั้ง"
เอเลน่าใช้นิ้วมือลากผ่านกรอบหน้าคมสันของเขา "และท่านก็ได้พบข้าแล้ว... เซเรส"
บทเพลงแห่งความรักเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่หนักแน่น สัมผัสที่เนิ่นนานและร้อนแรงของเซเรสเปรียบดั่งการลบเลือนความทรงจำอันขมขื่นในอดีตของเขาให้หมดสิ้นไป เขาไม่ได้เพียงแค่ต้องการครอบครองร่างกายของเธอ แต่เขากำลังหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับเธอผ่านรสสัมผัสที่ลึกซึ้ง ทุกจังหวะการเคลื่อนไหว ทุกคำกระซิบที่แฝงไปด้วยความรัก คือการย้ำเตือนว่าพวกเขาได้ผ่านพ้นพายุใหญ่มาแล้ว และต่อจากนี้จะมีเพียงความสงบสุขที่รอคอยอยู่
ในยามดึกสงัด ที่ซึ่งเงาของแวมไพร์และหญิงสาวผู้มีพลังแห่งแสงสว่างทับซ้อนกันเป็นหนึ่งเดียว เซเรสกระซิบสัญญาสุดท้ายก่อนที่ค่ำคืนจะจางหายไป "ตราบใดที่ดวงจันทร์ยังคงหมุนเวียนและเลือดในกายข้ายังคงไหลเวียน... ข้าจะเป็นของเจ้า และเจ้าจะเป็นของข้าชั่วกัลปาวสาน"
ความรักที่ก่อตัวขึ้นใต้เงามืดมนไม่ได้หมายถึงความทุกข์ระทม แต่มันคือแสงสว่างที่งดงามที่สุดที่เกิดขึ้นในยามที่โลกมืดบอดที่สุด รอยจุมพิตใต้แสงจันทร์ในคืนนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรักที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากหัวใจของทั้งสองคน
เอเลน่าโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเซเรสไว้แน่น ซึมซับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับเธอ ท่ามกลางความสงบสุขที่เฝ้าถวิลหา ในที่สุดพวกเขาก็ได้ครองคู่กันอย่างแท้จริง โดยไร้ซึ่งเงามืดใดๆ มาพรากพวกเขาไปได้อีก
ภาคินทร์เที่ยงคืนขอกราบขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างเอเลน่าและเซเรสมาจนถึงตอนอวสานนี้ด้วยหัวใจนะครับ
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 30
รอยจุมพิตใต้แสงจันทร์ (ตอนอวสาน)
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!