เสียงขู่คำรามในลำคอของสัตว์ร้ายดังก้องอยู่เบื้องหลัง ห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงตัว กลิ่นสาบสางของขนสัตว์ผสมกับกลิ่นดินชื้นแฉะในยามค่ำคืนพุ่งเข้าปะทะจมูกของเอเลน่าจนเธอแทบสำลัก หญิงสาวหอบหายใจถี่รัว พยายามวิ่งฝ่าความมืดมิดที่ดูเหมือนจะไร้จุดจบ กิ่งไม้แห้งกร้านเกี่ยวรั้งอาภรณ์ของเธอจนขาดวิ่นและบาดผิวเนื้อจนแสบไปทั่วทั้งร่าง
"วิ่งให้สุดชีวิตไปเลยแม่สาวน้อย กลิ่นของเจ้ามันหอมหวานเสียจนข้าอดใจแทบไม่ไหว" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของอัลริคดังกังวานมาจากความมืดเบื้องหลัง น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือการประกาศชัยชนะอย่างเยือกเย็น
เอเลน่าไม่ตอบโต้ เธอเลือกที่จะกัดริมฝีปากจนได้รสฝาดของเลือดเพื่อดึงสติ ความเจ็บปวดเตือนให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ฝูงหมาป่าอัลฟ่ากำลังต้อนเธอให้จนมุมสู่ป่าต้องห้าม สถานที่ซึ่งไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าเฉียดกรายเข้ามา แม้แต่ยามกลางวัน
เท้าของเธอเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ เอเลน่ารีบพุ่งตัวหลบเข้าหลังต้นโอ๊กยักษ์ที่เต็มไปด้วยมอสหนาเตอะ เธอพยายามกลั้นลมหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสัมผัสที่หกของเธอกำลังบอกว่า... มีบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังเฝ้ามองเธออยู่จากเงามืดเบื้องหน้า
"เจ้านั่นอยู่แถวนี้แหละ ข้าได้กลิ่นเลือดของมัน" อัลริคคำรามเบาๆ ฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มหมาป่าหยุดลงชั่วขณะ พวกมันกำลังดมกลิ่นอากาศอย่างหิวกระหาย
เอเลน่าถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังปะทะกับเปลือกไม้ที่เย็นเฉียบ เธอหลับตาลงแน่น พยายามรวบรวมสมาธิเพื่อปลดปล่อยพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ แต่มันกลับเงียบเชียบดุจดั่งน้ำนิ่งสนิท ราวกับว่าตัวตนของเธอถูกดูดกลืนหายไปในสถานที่แห่งนี้
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็กดทับลงบนบ่าของเธอ มันไม่ใช่แรงกดดันทางกายภาพ แต่เป็นคลื่นพลังงานที่เย็นเยียบและทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เธอเคยพบเจอ เอเลน่าลืมตาขึ้นโดยสัญชาตญาณ และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดวงตาสีอำพันที่วาวโรจน์อยู่ในความมืดห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนพิงต้นไม้ต้นเดียวกับที่เธอซ่อนตัวอยู่ ร่างสูงโปร่งสวมชุดสีดำสนิทที่ดูกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าของเขางดงามทว่าเย็นชาดุจรูปปั้นหินอ่อน นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นจ้องมองมาที่เธออย่างเนือยๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เธอลืมหายใจ
"เจ้ากำลังทำลายความเงียบสงบในสวนส่วนตัวของข้านะ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึก ทว่าก้องกังวานด้วยอำนาจที่ทำให้หมาป่าภายนอกต้องชะงักงัน
อัลริคและฝูงของมันหยุดนิ่งไปทันที เสียงคำรามที่เคยดุดันกลับกลายเป็นเสียงครางฮึ่มด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด พวกมันสัมผัสได้ถึงพลังที่เหนือกว่า พลังของนักล่าชั้นสูงสุดที่พวกมันมิอาจต่อกร
"เซเรส..." อัลริคเค้นชื่อนั้นออกมาด้วยความโกรธแค้นและหวาดหวั่น "หลีกทางไปเสีย แวมไพร์ เลือดของนางผู้นี้คือสิทธิ์ขาดของข้า"
เซเรสไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองอัลริค เขาเลื่อนสายตาคมกริบมาจดจ้องที่ลำคอระหงของเอเลน่า กลิ่นหอมหวานของเลือดเธอเริ่มฟุ้งกระจายจากรอยแผลที่กิ่งไม้บาด มันเป็นกลิ่นที่ทรงพลัง กลิ่นที่บ่งบอกว่าเธอไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา แต่คือกุญแจสำคัญที่แวมไพร์อย่างเขาตามหามานานนับศตวรรษ
"สิทธิ์ขาดงั้นหรือ?" เซเรสแค่นหัวเราะในลำคอช่างดูถูกเหยียดหยาม เขาก้าวออกมาจากเงามืด ร่างกายกำยำขยับไหวด้วยความเร็วที่ดวงตาของมนุษย์ยากจะจับทัน เพียงชั่วพริบตา เขาก็มายืนขวางหน้าเอเลน่าไว้ ราวกับโล่กำบังที่ไม่มีวันพังทลาย
"ถ้าเจ้ายังไม่อยากให้ป่าแห่งนี้กลายเป็นสุสานของฝูงเจ้า ก็จงกลับไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่ให้พวกเจ้าได้กลับไปแม้แต่เศษซาก"
อัลริคคำรามก้องด้วยความแค้น แต่สัญชาตญาณดิบของหมาป่าสั่งให้มันถอยหลัง เมื่อเห็นนัยน์ตาของเซเรสที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเลือดสด บรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันมหาศาล พวกหมาป่าจำต้องล่าถอยกลับเข้าสู่ความมืดมิดของพงไพรด้วยความจำนน
เอเลน่าทรุดกายลงนั่งกับพื้นด้วยความหมดแรง สติของเธอกำลังเลือนลางจากอาการบาดเจ็บและความตึงเครียด ก่อนที่สติจะดับวูบไป เธอรู้สึกถึงมือที่เย็นเฉียบและแข็งแกร่งช้อนร่างของเธอขึ้นแนบอก
เซเรสจ้องมองหญิงสาวในอ้อมแขน พลางก้มลงสูดดมกลิ่นกายที่หอมหวานจนยากจะหักห้ามใจ เลือดของนางไม่ได้มีไว้เพื่อพวกหมาป่าชั้นต่ำ แต่มันมีไว้เพื่อพันธนาการเขาไว้กับนรกที่เขาพยายามหนีมาตลอด
เขาอุ้มร่างของเธอหายเข้าไปในความมืดมิดของปราสาทร้างใจกลางป่าลึก โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังนำตัวมานั้น ไม่ใช่เพียงแค่เหยื่อ... แต่เป็นคำสาปที่จะสั่นคลอนบัลลังก์เลือดของเขาไปตลอดกาล
ในความมืดมิดของหอคอยสูง เซเรสวางร่างบางลงบนแท่นหินเย็นเยียบ ทว่าเมื่อเขากำลังจะผละออก มือของเอเลน่ากลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น พร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาจนแทบจะขาดใจ
"อย่า... ปล่อยให้พวกเขา... พรากฉันไป..."
เซเรสชะงักกึก เขาก้มลงมองใบหน้าที่ซีดเผือดของหญิงสาวด้วยความรู้สึกประหลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานนับร้อยปี เขาตัดสินใจก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยอันตราย
"ข้าไม่ได้จะช่วยเจ้าหรอกนะ เอเลน่า... ข้าเพียงแค่กำลังทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของข้ามาตั้งแต่อดีตชาติเท่านั้น"
เขาค่อยๆ เคลื่อนริมฝีปากไปที่ซอกคอขาวเนียนของเธอ เขี้ยวคมสีขาวนวลเผยออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกดจูบลงบนรอยแผลที่เปื้อนเลือดเบาๆ รสชาติของมันช่างหวานล้ำและมึนเมาเกินกว่าที่แวมไพร์ผู้เย็นชาอย่างเขาจะต้านทานไหว
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในค่ำคืนอันมืดมิดกับผมนะครับ... แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 1
กลิ่นเลือดที่หอมหวาน
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!