กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 19

ความหวาดระแวงของเซียน

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"กฏแห่งฟ้าดิน... ไยต้องขีดเส้นตายให้หัวใจที่เพิ่งได้เรียนรู้วิถีแห่งรักด้วยเล่า?" น้ำเสียงที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบราวดอกเหมันต์แรกแย้มนั้นสั่นเทาเล็กน้อย แม้จะเป็นเพียงระลอกคลื่นแผ่วเบาในห้วงสมุทรแห่งจิตวิญญาณ แต่มันกลับสะท้อนก้องกังวานอยู่ในตำหนักน้ำค้างสวรรค์อันเงียบงัน ไป๋หลินซวง เซียนหิมะผู้เคยเหยียบย่างผ่านกาลเวลามานับพันปีโดยไร้ซึ่งความรู้สึกยินดียินร้าย บัดนี้กลับกำลังใช้นิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักลูบไล้รอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหัวใจของตนเอง รอยแผลที่ไม่ได้เกิดจากศาสตราวุธใดในยุทธภพ หากแต่เป็น "ทัณฑ์สวรรค์" ที่กำลังกัดกินชีพจรเซียนของนางทีละน้อย ณ เบื้องล่างของตำหนักเมฆาไกลโพ้น ร่างของฉินเยี่ยยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนลานหินอัคคีเพื่อโคจรลมปราณกระบี่ไร้ใจ แสงสีครามเข้มและไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มจนหิมะรอบกายละลายกลายเป็นไอหมอกหนาทึบ ความทะนงตนและความเด็ดเดี่ยวในวิถีกระบี่ของเขา ช่างคมกริบและดุดันราวกับพร้อมจะผ่าปฐพีได้ทุกเมื่อ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ไป๋หลินซวงหวาดกลัวที่สุด... ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด เงาแห่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้โดย "แดนสวรรค์เบื้องบน" ก็ยิ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้เพื่อบดขยี้เขาและนางให้แหลกสลายเป็นจุล "เจ้าโง่... เจ้าคิดว่าการถือครองกระบี่เล่มนั้นจะสามารถฝืนลิขิตสวรรค์ได้ลำพังอย่างนั้นหรือ?" นางพึมพำกับความว่างเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพจอมยุทธ์หนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใดผ่านม่านกระจกน้ำแข็ง ย้อนกลับไปเมื่อสามราตรีก่อน ภายใต้แสงจันทร์สีเลือดที่สาดส่องลงมายอดเขาเมฆา คัมภีร์โบราณแห่งแดนเซียนที่ถูกผนึกไว้ในหุบเขาอเวจีได้ปรากฏร่องรอยบางอย่างขึ้น มันคือ "บัญชีมรณะแห่งเซียนมาร" ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า มนุษย์ผู้ใดที่ก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนหิมะนิรันดร์และหลอมรวมจิตวิญญาณกับเซียนผู้ดูแล จะต้องถูกสังหารล้างบางทั้งสิ้นเพื่อมิให้วิถีแห่งฟ้าดินต้องแปดเปื้อน ไป๋หลินซวงยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะนางกลัวความตาย หากแต่เพราะหัวใจดวงนี้... หัวใจที่เคยด้านชาดุจก้อนน้ำแข็งนับพันปี บัดนี้กลับมีรอยประทับของบุรุษผู้เย็นชาแต่จริงใจผู้นั้นฝังรากลึกเสียแล้ว นางยอมสละตบะเซียนครึ่งหนึ่งเพื่อปิดบังกลิ่นอายความรักของพวกเขาก็จริง แต่อาการย้อนกลับของพลังปราณฟ้าดินกำลังกัดกินร่างกายนางจากภายใน ทุกครั้งที่ฉินเยี่ยตวัดกระบี่ฝึกฝนเคล็ดวิชา ชีพจรของนางก็จะสะท้อนความเจ็บปวดราวน้ำแข็งพันเล่มเสียดแทง "ศิษย์พี่... ท่านเป็นอันใดไป สีหน้าของท่านดูไม่สู้ดีนักเลยนะคะ" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบดังขึ้นที่เบื้องหน้า ไป๋หลินซวงสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบสะบัดแขนเสื้อเพื่อปัดกวาดเกล็ดหิมะที่เกาะตามพู่กันหยกออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในตำหนัก ฉินเยี่ยยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายของเขายังคงมีไอความร้อนจากลมปราณกระบี่คุกรุ่น ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรีมองตรงมาที่นางด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นตามนิสัย "ไม่มีอะไร... ข้าเพียงแต่โคจรลมปราณผิดพลาดเล็กน้อย เจ้าเล่า การฝึกฝนเคล็ดกระบี่ไร้ใจขั้นที่เจ็ดเป็นอย่างไรบ้าง?" ไป๋หลินซวงพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเย็นชาดังเดิม แต่นางลืมไปว่า สายตาของจอมยุทธ์ผู้ฝึกกระบี่จนถึงขั้นลึกซึ้งย่อมมีความแหลมคมยิ่งกว่าคมดาบ ฉินเยี่ยไม่ตอบคำถาม เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างบางช้าๆ ฝีเท้าของเขาเบาราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดหญ้า แต่ทว่าหนักแน่นและมั่นคงจนไป๋หลินซวงต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอายกระบี่แผ่ซ่านเข้าสู่นาสิกของนาง "ท่านโกหกข้า" ฉินเยี่ยเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทว่าจริงจังอย่างยิ่งยวด "ลมปราณในตำหนักนี้ปั่นป่วน และที่สำคัญ... เลือดสีเงินที่หยดลงบนพื้นน้ำแข็งนั่นเล่า มันคืออะไร?" ไป๋หลินซวงเม้มริมฝีปากแน่น นางเบือนหน้าหนีไปยังทัศนียภาพเบื้องนอกที่ถูกปกคลุมด้วยพายุหิมะโหมกระหน่ำ "เจ้าไม่มีความจำเป็นต้องรู้เรื่องของข้า... หน้าที่ของเจ้าคือการบรรลุวิถีเซียนไร้ใจ ไม่ใช่มาใส่ใจสตรีผู้เป็นเพียงผู้ดูแลหินผาน้ำแข็งเช่นข้า" "คำว่า 'ไร้ใจ' ที่ท่านพร่ำสอนข้ามาตลอด มันคือสิ่งนี้กระนั้นหรือ?" ฉินเยี่ยยื่นมือออกไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้โดยไม่เกรงกลัวต่อความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากกายเซียน แรงบีบที่พอเหมาะทำให้ไป๋หลินซวงต้องหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง "ท่านสอนให้ข้าตัดขาดจากความรัก ความแค้น และความอาลัย เพื่อบรรลุถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีกระบี่... แต่เหตุใด ในยามที่ข้ามองดูแววตาของท่าน ข้ากลับเห็นแต่ความหวาดกลัว? ท่านกำลังกลัวสิ่งใด ไป๋หลินซวง? หรือว่าสวรรค์กำลังส่งอะไรบางอย่างมาเพื่อพรากท่านไปจากข้า?" คำพูดของฉินเยี่ยราวดั่งคมกระบี่ที่กรีดแทงลงกลางใจของเซียนสาว นางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านข้อมือเข้ามา แต่มันกลับทำให้หยาดน้ำตาแห่งความเปราะบางเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวยอย่างห้ามไม่อยู่ ความกดดันนับพันปี ความลับที่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง และชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของนางพังทลายลงในชั่วพริบตา "เจ้าไม่เข้าใจ..." นางกระซิบเสียงสั่น เผลอซบหน้าผากลงกับแผงอกกว้างของเขาอย่างหมดแรง "หากข้ารักเจ้า... ทัณฑ์สวรรค์จะลงทัณฑ์เราทั้งคู่ เจ้าจะถูกสายฟ้าเก้าชั้นฟ้าผ่าร่างจนวิญญาณแตกดับ ส่วนข้าจะถูกจองจำในขุมนรกน้ำแข็งไปชั่วนิรันดร์ นี่คือชะตากรรมที่ถูกลิขิตไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ฉินเยี่ย... เราฝืนฟ้าไม่ได้หรอก..." ฉินเยี่ยไม่เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ ชายหนุ่มกลับรวบร่างของนางเข้าสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นและแข็งแกร่งอย่างแนบแน่น มือข้างหนึ่งโอบกระชับเอวบางไว้มั่น ราวกับต้องการหลอมรวมวิญญาณของนางให้เป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง ดวงตาคมกริบของเขาทอประกายแสงสีทองเจิดจ้าออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น มันคือประกายแห่งความทะนงตนที่ท้าทายแม้กระทั่งกฎเกณฑ์ของสวรรค์เบื้องบน "ถ้าสวรรค์ต้องการพรากเจ้าไปจากข้า..." ฉินเยี่ยก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่พุ่งจนพายุหิมะภายนอกตำหนักถึงกับหยุดชะงัก "ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้... ผ่าสวรรค์เปิดทางให้พวกเราเสีย!" ทันใดนั้นเอง ท้องนภายามราตรีที่เคยถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวดังมาจากจุดสิ้นสุดของจักรวาล เมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับสายฟ้าสีทองอร่ามที่ฟาดผ่าลงมายังยอดเขาเมฆาอย่างรุนแรง ราวกับสวรรค์กำลังรับรู้ถึงคำประกาศท้าทายอันอาจหาญของจอมยุทธ์หนุ่ม ไป๋หลินซวงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาจากหุบเขาเบื้องล่าง... กลิ่นอายของ "ผู้ใช้อาคมทัณฑ์สวรรค์" ที่ก้าวล่วงเข้ามาถึงเขตแดนชั้นในแล้ว! — ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าคมกระบี่และสายลมหนาวมาจนถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%