"ก้าวเท้าซ้ายสามส่วน เฉียงกระบี่ทำมุมสี่สิบห้าองศา... หากท่านยังเดินหมากผิดตาเดียว ชีวิตเราทั้งคู่คงต้องฝังร่างเป็นปุ๋ยอยู่ใต้รากสนพันปีนี้แล้วค่ะ ฉินเยี่ย"
เสียงหวานใสที่เยือกเย็นดุจเกล็ดน้ำค้างกลางหุบเขาพันปีเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนอากาศรอบกายให้ขาดวิ่น ไป๋หลินซวงสะบัดชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่บัดนี้เปรอะเปื้อนฝุ่นผงจากค่ายกลโบราณ เม็ดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าเนียนละเอียดดุจหยกสลัก แม้นางจะเป็นถึงเซียนหัมะผู้สูงส่ง ทว่ายามเมื่อติดอยู่ใน "ค่ายกลดาราไร้ลักษณ์" ที่บรรพชนยุคโบราณสลักไว้ด้วยโลหิตและจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินเช่นนี้ พลังปราณเซียนเก้าชั้นฟ้าของนางก็ถูกกดทับจนแทบไม่เหลือทางหนีทีไล่
ฉินเยี่ยแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองลอดผ่านม่านหมอกสีชาดที่หมุนวนราวกับมีชีวิต เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว เส้นเลือดปูดโปนตามสันมือระคนความทะนงตนที่ไม่อาจก้มหัวให้โชคชะตา
"ปุ๋ยใต้รากสนหรือ? ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย ฉินเยี่ยผู้นี้ก็ไม่เคยคิดจะฝังร่างไว้ที่ใดทั้งสิ้น นอกจากใต้เงากระบี่ของตนเอง" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เด็ดเดี่ยวราวก้อนศิลาศาลาบรรพกาลเอ่ยตอบ พลางใช้สายตากวาดมองศิลาจารึกนับร้อยที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบกาย ค่ายกลนี้มิได้ใช้เพียงกลไกธรรมดา หากแต่ขับเคลื่อนด้วยจิตสังหารและภาพมายาที่สะท้อนปมด้อยในก้นบึ้งจิตใจของผู้อยู่ภายใน
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง ป่าหมอกโบราณที่ควรจะเงียบสงบ กลับแปรเปลี่ยนเป็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ฉินเยี่ยพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยโลหิต ภาพเพลิงโลกันตร์ที่เผาผลาญตระกูลฉินเมื่อสิบปีก่อน เสียงกรีดร้องขอชีวิต และเงาร่างของศัตรูคู่อาฆาตที่ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย จิตใจของจอมยุทธ์หนุ่มกระเพื่อมไหว พลังปราณย้อนกลับตีรวนขึ้นสู่กระพุ้งแก้วจนกระอักโลหิตสีแดงเข้มออกมาคำโต
"ฉินเยี่ย! อย่ามองมัน! นั่นคือภาพมายาที่ค่ายกลสร้างขึ้นเพื่อกัดกินจิตวิญญาณของท่าน!" ไป๋หลินซวงหวีดร้องด้วยความตกใจ ลืมสิ้นซึ่งมาดนางพญาเซียนผู้เยือกเย็น นางพุ่งกายเข้าไปประคองร่างที่กำลังจะทรุดลงของเขา เรียวคisTouching ปลายแขนเสื้อกวาดซัดพลังปราณน้ำแข็งเข้าสกัดกั้นคลื่นจิตสังหารที่กำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของชายหนุ่ม
ความเย็นเยียบจากกายของนางแผ่ซ่านเข้ามาช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในอกของฉินเยี่ย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นกายหอมเย็นดุจดอกเหมันต์ท่ามกลางหิมะโปรยปรายช่วยดึงสติของเขากลับคืนมา ฉินเยี่ยเหลือบมองสตรีผู้ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา ดวงตาที่เคยเยชาทอประกายความอ่อนโยนขึ้นวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวเฉียบคมดังเดิม
"ข้าไม่เป็นไร... ขอบใจเจ้ามาก หลินซวง" เขากล่าวเสียงพร่า มือหนายกขึ้นกุมมือเรียวบางของนางที่จับแขนเสื้อเขาไว้แน่น แม้จะเป็นเพียงสัมผัสชั่วพริบตา ทว่าหัวใจของเซียนสาวกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้รัศมีหัวใจของนางมานับพันปี แต่ยามนี้ บุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้กลับทำให้กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นพังทลายลงทีละน้อย
ครืนนน—!
พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมอกสีชาดแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท อักษรโบราณนับหมื่นตัวบนศิลาจารึกพากันลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ราวกับฝูงแมลงปีกแข็งกระหายเลือด พลังกดดันระดับมหากาพย์แผ่ซ่ายกดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทั้งสองส่งเสียงลั่นกรอบ
"ดูนั่นสิ..." ไป๋หลินซวงชี้ไปยังใจกลางค่ายกลที่หมอกหนาทึบกำลังแหวกออก ปรากฏร่างเงาโปร่งแสงสวมชุดเกราะทองคำโบราณ ถือง้างธนูยักษ์ที่น้าวสายจนสุด ลูกศรปราณสีทองอร่ามพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ด้วยความเร็วสูงกว่าสายฟ้าแลบ
"ถอยไป!" ฉินเยี่ยคำรามลั่น ร่างกายพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าดุจพญาอินทรีโฉบเหยื่อ กระบี่ในฝักถูกชักออกครึ่งนิ้ว ประกายแสงสีขาวเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิด เสียงคำรามของคมกระบี่ผ่าปฐพีประสานกับเสียงกรีดร้องของพลังปราณ ปะทะเข้ากับลูกศรทองคำจนเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนทำให้ร่างของฉินเยี่ยกระเด็นถอยหลังมาชนเข้ากับแผ่นอกของไป๋หลินซวง ทั้งคู่ล้มลงไปคลุกฝุ่นด้วยกัน
"ท่านบ้าหรือเปล่า ทำไมต้องเอาตัวเข้ามารับการโจมตีนั้นคนเดียว!" ไป๋หลินซวงเอ็ดด้วยความโกรธปนห่วงใย ดวงตาคู่สวยแดงก่ำเล็กน้อย นางรีดเร้นพลังปราณเซียนขั้นสูงสุดถ่ายเทเข้าไปในเส้นชีพจรของเขาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายใน
"เพราะข้าไม่อาจยอมให้ผู้ใด... แม้กระทั่งเงาของความตาย มาพรากเจ้าไปจากสายตาของข้าได้อีก" ฉินเยี่ยแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก แม้ใบหน้าจะซีดเผือด ทว่าแววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดาราบนฟากฟ้า
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ เสียงหอบหายใจของทั้งสองประสานกันท่ามกลางความมืดมิด ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว เงาร่างสวมชุดเกราะทองคำที่ควรจะถูกทำลายไปแล้ว กลับรวมตัวขึ้นใหม่เป็นร่างยักษ์สูงเทียมฟ้า ดาบยักษ์ในมือเงื้อขึ้นสูงเตรียมฟาดฟันลงมาปลิดชีพพวกเขาทั้งเป็น
ทว่า ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องใต้เท้าของพวกเขาเกิดยุบตัวลงอย่างกะทันหัน กลหลุมพรางที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในค่ายกลโบราณเปิดอ้าออกอย่างไร้สุ้มเสียง ร่างของฉินเยี่ยและไป๋หลินซวงร่วงหล่นดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างที่ไร้ก้นบึ้ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะก้องกังวานของใครบางคน—หรือบางสิ่ง—ที่ดังสะท้อนมาจากผนังถ้ำโบราณที่เพิ่งถูกเปิดออก...
*ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าลมหนาวและคมกระบี่มาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ*
กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 15
ความลับในป่าหมอก
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!