ยอดแชร์สามพันครั้งในเวลาไม่ถึงสี่สิบนาที... เป็นสถิติที่น่าพึงพอใจสำหรับบทความวิจารณ์ชิ้นแรกของเดือนนี้ค่ะ
หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือของฉันสะท้อนแสงสีฟ้าสว่างวาบในห้องนั่งเล่นที่เงียบเชียบ ปริมกวาดสายตาอ่านคอมเมนต์ที่ไหลทะลักเข้ามาดั่งสายน้ำท่วมทะลัก ทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสะใจของชาวเน็ตที่พร้อมจะเหยียบย่ำความสมบูรณ์แบบของใครสักคนให้จมดิน โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายในครั้งนี้คือ "ศิลา" เดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเพอร์เฟกต์ราวกับหลุดออกมาจากนิยายเกรดเอ แต่กลับมีผลงานโปรเจกต์นวัตกรรมชิ้นโบแดงที่ฉันเพิ่งชำแหละจนไม่เหลือชิ้นดีในคอลัมน์ "ปากกาคมกริบ" ของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย
"แก... ยัยปริม! แกไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงกล้าเขียนสับโปรเจกต์ของพ่อเทพบุตรเกียร์เหล็กซะเละเทะขนาดนี้วะ!"
เสียงของจินเพื่อนสนิทดังทะลุโทรศัพท์มือถือทันทีที่กดรับสาย เจ้าตัวคงเพิ่งเห็นยอดแชร์มหาศาลนั่นเหมือนกัน น้ำเสียงเจือความตกใจแก_ความทึ่งเสียจนฉันต้องหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
"ก็มันห่วยจริงๆ นี่จิน โปรเจกต์หุ่นยนต์กู้ภัยบ้าบออะไร ล้อขับเคลื่อนยังเดินหน้าถอยหลังไม่สัมพันธ์กับเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนเลย ตั้งงบไปตั้งหลายแสนแต่ผลลัพธ์ออกมาเหมือนของเล่นเด็กอนุบาล ฉันแค่ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดี... ตีแผ่ความจริงให้สังคมรับรู้ก็เท่านั้นเองค่ะ" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แสร้งทำเป็นไม่ยี่หระกับกระแสสังคมที่กำลังตีกลับ
"แต่คนคนนั้นคือศิลานะเว้ย! ศิลาผู้ชายที่อาจารย์ทุกคนรักและสาวๆ ครึ่งมหาลัยพร้อมใจกันพลกายถวายหัวใจให้ แกไม่กลัวโดนแฟนคลับเขารุมประชาทัณฑ์กลางโรงอาหารหรือไง"
"ถ้าเขาเก่งจริง เขาก็ควรเอาผลงานมาตบหน้าฉันด้วยตรรกะและเหตุผลสิคะ ไม่ใช่ปล่อยให้ติ่งสมองกลมาดิ้นพล่านแทนแบบนี้" ฉันยักไหล่ใส่ความมืด ถึงจินจะมองไม่เห็นแต่ความมั่นใจของฉันมันฉายชัดผ่านน้ำเสียงแน่นอน ปริมคนนี้ไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละค่ะ โดยเฉพาะพวกผู้ชายหล่อเลือกได้ที่ใช้ใบหน้าเป็นเกราะป้องกันความไร้ความสามารถ
บทความชิ้นนั้นถูกเขียนขึ้นด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว... ยอมรับก็ได้ค่ะ วันก่อนฉันบังเอิญเดินชนกับเขาที่โรงอาหาร น้ำอัดลมในมือเขาหกใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโปรดของฉันจนเปื้อน แต่แทนที่พ่อคุณจะกล่าวคำขอโทษสักนิด กลับทำเพียงแค่มองด้วยสายตานิ่งสนิทราวกับฉันเป็นแค่ฝุ่นละอองบนพื้น แล้วโยดกระดาษทิชชูเปียกมาให้หนึ่งแผ่นพร้อมประโยคกวนประสาทว่า *'เดินให้มันระวังหน่อยสิครับ สมองมีไว้คิดไม่ใช่มีไว้คั่นหู'*
กรี๊ด! คิดถึงทีไรต่อมโมโหก็เต้นเร้าทุกที ผู้ชายอะไรปากคอเราะร้าย หน้าตาดีเสียเปล่าแต่สันดานติดลบ! การเขียนบทความวิจารณ์ชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนการเอาคืนในรูปแบบของปัญญาชน... ชนิดที่เจ็บแสบและไร้รอยแผลเป็น
เช้าวันต่อมา บรรยากาศภายในคณะนิเทศศาสตร์คึกคักกว่าปกติ สายตาทุกคู่ที่เดินผ่านฉันต่างจับจ้องมาเป็นตาเดียว บางคนซุบซิบกระซิบกระซาบ บางคนมองด้วยสายตาดmแคลนปนทึ่ง มีนา ดาวคณะนิเทศฯ รุ่นพี่ปีสามที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงม้าหินอ่อนหน้าคณะ ชำเลืองมองฉันด้วยหางตาก่อนจะหัวเราะคิกคักกับเพื่อนสนิทของเธอ
"อุ๊ย สมัยนี้คนเราเก่งจังนะคะ เก่งแต่ในคีย์บอร์ด แต่พอเจอของจริงเข้าหน่อยไม่รู้จะกล้าสู้หน้าเขาหรือเปล่า" มีนาจงใจพูดเสียงดังให้ฉันได้ยิน โดยไม่ต้องเดาก็รู้ว่ายายรุ่นพี่คนนี้คงหาทางเลียแข้งเลียขาพ่อเทพบุตรวิศวะอยู่แน่ๆ เพราะหล่อนตามกรี๊ดศิลามาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว
ฉันชะתฝีเท้าเล็กน้อยเชิดคางขึ้นอย่างไร้ความเกรงกลัว ส่งยิ้มหวานหยดที่เคลือบด้วยยาพิษกลับไป "ค่ะพี่มีนา ดีกว่าพวกที่เก่งแต่เรื่องแต่งหน้าทาปากไปวันๆ แต่สมองกลวงจนแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคืองานนวัตกรรมอันไหนคืองานประดิษฐ์จากร้านขายของชำ"
มีนากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด หน้าเสียไปชั่วขณะ แต่ฉันไม่เปิดโอกาสให้หล่อนได้ตอบโต้ เดินลอยชายเข้ามาในตึกคณะด้วยหัวใจที่พองโต ความสะใจมันช่างหอมหวานเสียจริงค่ะ
ทว่า... ความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นานนัก
เมื่อฉันเดินมาถึงห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถานที่อโศกที่ฉันมักจะมาหลบมุมหาข้อมูลเงียบๆ เสมอ บรรยากาศภายในกลับเงียบสงบผิดปกติ ไม่มีนักศึกษาคนไหนนั่งอ่านหนังสืออยู่เลยสักคน โต๊ะยาวตัวกลางถูกจับจองด้วยร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาปีสตรีทสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นท่อนแขนแกร่งที่มีเส้นเลือดปูดโปนตามฉบับผู้ชายดูแลสุขภาพ
ศิลานั่งไขว่ห้างอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นไปมาอย่างใจเย็น บนโต๊ะตรงหน้าเขามีกระดาษปรินท์บทความของฉันวางกางไว้ พร้อมกับข้อความไฮไลต์สีสะท้อนแสงเต็มหน้ากระดาษ
หัวใจดวงน้อยของฉันกระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะ ขาเรียวชะงักกึกโดยอัตโนมัติ อยากจะหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีออกไปให้พ้นจากรัศมีรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่สายตาดุดันคู่นั้นดันกวาดมาเจอฉันเสียก่อน
"อ้าว... เจ้าของ 'ปากกาคมกริบ' เกียรติประวัติสูงสุดยอดนักวิจารณ์แห่งปี โผล่หัวมาจนได้สินะครับ นึกว่าจะหดหัวอยู่แต่ในรังหนูซะอีก"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทว่ากังวานก้องไปทั่วห้องสมุดที่เงียบกริบ ศิลาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างคุกคาม ดวงตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความท้าทายที่ทำเอาฉันเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจทั้งหมดกลับคืนมา แสร้งทำเป็นเชิดหน้าสู้แม้ว่ามือทั้งสองข้างจะเริ่มชื้นเหงื่อ "ถ้าอ่านแล้วสำเหนียกได้ว่างานตัวเองมันห่วยแตก ก็ควรเอาเวลากลับไปแก้โค้ดโปรแกรมใหม่ซะนะคะ อย่ามาเสียเวลาหาเรื่องฉันตรงนี้เลย เสียเวลาเปล่าๆ"
ศิลาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูกจนน่าเวียนหัว เข้มข้นและทรงพลังจนทำให้สมองฉันรวนไปหมด
ชายหนุ่มโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้ กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่สั่นประสาททีละคำ
"ปากเก่งดีนี่ครับปริม... แต่น่าเสียดาย ที่บทความวิจารณ์เด็กๆ ของเธอ มันดันไปขัดขวางแผนการใหญ่ของฉันเข้าเต็มแรง"
ศิลาผละหน้ากลับมาสบตาฉันตรงๆ รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว... แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และอันตรายจนน่าขนลุก
"ในเมื่อเธออยากดังนัก งั้นเรามาทำข้อตกลงกันหน่อยเป็นไง... ถ้าโปรเจกต์ของผมชิ้นต่อไปผ่านการอนุมัติแบบไร้ที่ติ เธอจะต้องมาเป็นทาสรับใช้ส่วนตัวให้ผมสามเดือนเต็ม... แต่ถ้าผมแพ้ ผมจะยอมกราบตีนเธอกลางโรงอาหารเลย เอายังไง?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาเปิดประตูสู่โลกใบนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะหลงรักความกวนและเคมีฟินๆ ของคู่นี้ไปจนจบตอนที่หกสิบเลยค่ะ!
วิศวะสายดาร์กกับยัยปากกาคมกริบ•ตอนที่ 1
บทความมรณะ
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะสายดาร์กกับยัยปากกาคมกริบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
